รีวิว The Last of Us ซีซัน 2 การเดินทางที่โหดร้ายกว่าเดิม
การกลับมาของโลกที่ล่มสลายใน รีวิว The Last of Us ซีซัน 2 การเดินทางที่โหดร้ายกว่าเดิม นับเป็นการยกระดับความเข้มข้นทางอารมณ์และศีลธรรมไปอีกขั้น ซีรีส์จาก HBO GO ที่สร้างจากเกมภาคต่อชื่อดัง พาผู้ชมดำดิ่งสู่เส้นทางแห่งการล้างแค้นที่มืดมนและซับซ้อนของเอลลี่ พร้อมกับการสำรวจบาดแผลทางใจของโจเอลที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ซีซันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเอาชีวิตรอดจากผู้ติดเชื้ออีกต่อไป แต่คือการต่อสู้กับปีศาจในใจตนเอง ท่ามกลางโลกที่ความดีและความชั่วเป็นเพียงภาพลวงตา
ภาพรวมและความรู้สึกแรก

The Last of Us Season 2 สานต่อเรื่องราวด้วยบรรยากาศที่หนักอึ้งและกดดันยิ่งกว่าซีซันแรกอย่างเห็นได้ชัด ความสัมพันธ์ระหว่างโจเอลและเอลลี่ที่เคยเป็นหัวใจหลัก ถูกท้าทายด้วยความจริงที่ถูกปิดบังและผลพวงของการตัดสินใจในอดีต ซีรีส์พาผู้ชมเข้าสู่สภาวะที่ต้องตั้งคำถามกับทุกการกระทำของตัวละคร โดยไม่มีฝ่ายใดถูกหรือผิดอย่างสมบูรณ์ ความรู้สึกหลังชมจบคือความสะเทือนใจที่ตราตรึง พร้อมกับความว่างเปล่าที่เกิดจากการเฝ้ามองตัวละครอันเป็นที่รักจมดิ่งสู่ความมืดมิด เป็นประสบการณ์การชมที่บีบคั้นหัวใจ แต่ก็ไม่อาจละสายตาไปได้แม้แต่วินาทีเดียว
บทวิจารณ์เชิงลึก
ซีซันที่สองนี้ขยายขอบเขตของโลกหลังการระบาดของเชื้อราคอร์ไดเซปส์ให้กว้างไกลและซับซ้อนขึ้น มันไม่ใช่แค่การเดินทางข้ามดินแดนรกร้าง แต่เป็นการเดินทางเข้าไปสำรวจจิตใจอันแหลกสลายของมนุษย์ ที่ซึ่งการสูญเสียผลักดันให้คนธรรมดากลายเป็นอสูรร้ายในนามของความรักและความยุติธรรม
โครงเรื่องและบท (Script & Plot)
บทของซีซันนี้ดัดแปลงจากเกม The Last of Us Part II ได้อย่างเคารพต้นฉบับ แต่ก็ขยายความในมุมมองของตัวละครต่างๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โครงเรื่องหลักขับเคลื่อนด้วยแรงแค้นของเอลลี่ ซึ่งกลายเป็นแกนกลางที่นำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงมากมาย บทสนทนามีความคมคายและสมจริง สะท้อนสภาวะทางอารมณ์ที่เปราะบางของตัวละครได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่น่าสนใจคือการนำเสนอมุมมองจากหลายฝ่าย ทำให้ผู้ชมไม่สามารถตัดสินใจเลือกข้างได้อย่างง่ายดาย ซีรีส์ท้าทายแนวคิดเรื่องวีรบุรุษและผู้ร้ายอย่างซึ่งหน้า อย่างไรก็ตาม การที่ซีซันนี้มีเพียง 7 ตอนและจบลงแบบทิ้งปมไว้ ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าการเดินทางยังไม่สิ้นสุดและเรื่องราวยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจเป็นความตั้งใจของผู้สร้างที่จะปูทางไปสู่ซีซันต่อไป
“ซีซันนี้คือการสำรวจผลกระทบของความรุนแรงที่ส่งต่อกันเป็นทอดๆ เหมือนคลื่นน้ำที่ไม่มีวันสงบนิ่ง มันตั้งคำถามว่าวงจรแห่งการแก้แค้นจะสิ้นสุดลงได้อย่างไร ในเมื่อทุกคนเชื่อว่าตนเองคือฝ่ายที่ถูกต้อง”
การแสดงและตัวละคร (Casting & Character)
การแสดงยังคงเป็นจุดแข็งที่สุดของซีรีส์ Bella Ramsey ในบทเอลลี่ มอบการแสดงที่ทรงพลังและน่าทึ่ง เธอถ่ายทอดความโกรธแค้น ความเจ็บปวด และความเปราะบางของตัวละครออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ สายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแต่แฝงด้วยความสับสน ทำให้ผู้ชมเชื่อในทุกการตัดสินใจของเธอ ขณะที่ Pedro Pascal ในบทโจเอล แม้บทบาทจะเปลี่ยนไป แต่ทุกฉากที่ปรากฏตัวก็เต็มไปด้วยบารมีและความรู้สึกผิดที่กัดกินจิตใจ เคมีระหว่างทั้งสองยังคงแข็งแกร่งและเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เรื่องราวสะเทือนอารมณ์
ตัวละครใหม่ก็เข้ามาสร้างสีสันและมิติให้กับเรื่องราวได้อย่างยอดเยี่ยม Isabela Merced ในบท Dina เปรียบเสมือนแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิด มอบความสดใสและความรักที่ช่วยพยุงจิตใจของเอลลี่ ส่วน Young Mazino ในบท Jesse และ Gabriel Luna ในบท Tommy ที่มีบทบาทมากขึ้น ต่างก็แสดงได้อย่างสมจริงและทำให้โลกของ The Last of Us ดูมีชีวิตและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
งานสร้างและองค์ประกอบศิลป์ (Production Value)
งานสร้างในซีซันนี้ถูกยกระดับให้ยิ่งใหญ่และน่าตื่นตาตื่นใจกว่าเดิมอย่างชัดเจน ฉากเมืองที่ล่มสลายและธรรมชาติที่ทวงคืนพื้นที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างละเอียดและสวยงามน่าขนลุก การกำกับภาพ (Cinematography) ใช้มุมกล้องที่หลากหลาย ทั้งฉากแอ็กชันที่ดุเดือดและฉากอารมณ์ที่นิ่งสงบ เพื่อดึงผู้ชมให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์
ดนตรีประกอบยังคงเป็นผลงานชิ้นเอกที่สร้างบรรยากาศได้อย่างสมบูรณ์แบบ เสียงกีตาร์อันเป็นเอกลักษณ์ยังคงอยู่ แต่ถูกเสริมด้วยท่วงทำนองที่หม่นหมองและตึงเครียดขึ้น เพื่อสะท้อนธีมหลักของเรื่อง ฉากต่อสู้มีความสมจริงและโหดร้าย ทำให้ทุกการปะทะเต็มไปด้วยความตึงเครียดและน่าสะพรึงกลัว
ฉาก/ไฮไลต์ที่น่าจดจำ (Memorable Moments)
หนึ่งในฉากที่น่าจดจำที่สุดคือฉากที่เอลลี่ต้องลอบเร้นเข้าไปในอาคารโรงพยาบาลที่ถูกทิ้งร้างในคืนฝนตกหนัก ความเงียบถูกทำลายลงด้วยเสียงหยดน้ำและเสียงเคลื่อนไหวของศัตรูที่ไม่ปรากฏตัว แสงไฟฉายที่สาดส่องไปมาสร้างเงาที่น่าสะพรึงกลัว ฉากนี้ไม่ได้เน้นความรุนแรง แต่ใช้ความตึงเครียดทางจิตวิทยาบีบคั้นผู้ชมอย่างถึงขีดสุด มันสะท้อนสภาวะจิตใจของเอลลี่ที่กำลังถูกความแค้นครอบงำ จนเส้นแบ่งระหว่างผู้ล่าและผู้ถูกล่าเริ่มเลือนราง นี่คือการแสดงให้เห็นว่าศัตรูที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ผู้ติดเชื้อหรือมนุษย์คนอื่น แต่เป็นความมืดในใจของตัวเอง
สิ่งที่ชอบและไม่ชอบ
- สิ่งที่ชอบ:
- การแสดงที่ทรงพลังจนน่าขนลุกของ Bella Ramsey และ Pedro Pascal
- บทที่กล้าหาญในการสำรวจธีมที่มืดมนและซับซ้อนทางศีลธรรม
- งานสร้างและโปรดักชันที่ยกระดับสเกลให้ใหญ่และสมจริงยิ่งขึ้น
- การขยายความสัมพันธ์ของตัวละครที่ลึกซึ้งและบีบคั้นหัวใจ
- สิ่งที่ไม่ชอบ:
- เนื้อเรื่องที่หนักและหดหู่ต่อเนื่อง อาจไม่เหมาะกับผู้ชมทุกคน
- การจบซีซันแบบค้างคา ทำให้เรื่องราวยังไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
- จังหวะการเล่าเรื่องในบางตอนอาจช้าไปบ้างเพื่อปูพื้นฐานทางอารมณ์
| องค์ประกอบ | การวิเคราะห์ | คะแนน |
|---|---|---|
| โครงเรื่องและบท | กล้าหาญ ซับซ้อน และท้าทายศีลธรรม แต่จบแบบไม่สมบูรณ์ในซีซันเดียว | 9/10 |
| การแสดง | การแสดงระดับรางวัล โดยเฉพาะ Bella Ramsey ที่แบกรับเรื่องราวได้อย่างน่าทึ่ง | 10/10 |
| งานสร้างและเทคนิค | โปรดักชันสเกลใหญ่ ภาพสวยงามน่าเกรงขาม ฉากแอ็กชันดุเดือดสมจริง | 9.5/10 |
| ความบันเทิง | เข้มข้น น่าติดตาม แต่เต็มไปด้วยความกดดันและหดหู่ อาจไม่เหมาะกับทุกคน | 8.5/10 |
บทสรุปและคะแนน
The Last of Us Season 2 คือผลงานมาสเตอร์พีซที่เจ็บปวดและงดงามในเวลาเดียวกัน มันคือการเดินทางที่โหดร้ายกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ทางกายภาพ แต่คือการกัดกร่อนจิตวิญญาณของตัวละครและผู้ชมไปพร้อมกัน ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้มอบความบันเทิงที่สวยงาม แต่มอบประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและกระตุ้นความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์, ความแค้น, และการให้อภัย เป็นซีรีส์ที่ต้องดูสำหรับผู้ที่ชื่นชอบดราม่าหนักๆ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับคำถามทางศีลธรรมที่ไม่มีคำตอบง่ายๆ
คะแนน (Score)
ผลงานที่เกือบจะสมบูรณ์แบบ แต่ความโหดร้ายและบทสรุปที่ยังไม่จบสิ้น คือกระจกสะท้อนโลกที่ไม่เคยมีผู้ชนะอย่างแท้จริง
คำแนะนำ (Recommendation)
ซีรีส์เรื่องนี้เหมาะสำหรับ:
- แฟนของเกม The Last of Us และผู้ที่ประทับใจซีซันแรก
- ผู้ชมที่ชื่นชอบซีรีส์แนวดราม่า-ระทึกขวัญที่เน้นการพัฒนาตัวละครและประเด็นหนักๆ
- ผู้ที่มองหาเรื่องราวที่ท้าทายความคิดและไม่กลัวที่จะเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายของธรรมชาติมนุษย์
หากการล้างแค้นคือการเรียกร้องความยุติธรรม แล้วเส้นแบ่งระหว่างวีรบุรุษกับปีศาจอยู่ตรงไหน?
