จักรวาล DC รีบูตใหม่ แผนหนังซูเปอร์ฮีโร่ทศวรรษหน้า
จักรวาลภาพยนตร์ DC กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ภายใต้การนำของ James Gunn และ Peter Safran การยกเครื่องครั้งใหญ่นี้มาพร้อมกับแผนงานระยะยาวที่มุ่งสร้างเรื่องราวเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งภาพยนตร์และซีรีส์ในทศวรรษหน้า เพื่อนำเสนอตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ที่คุ้นเคยในมุมมองใหม่และแนะนำตัวละครที่น่าสนใจอีกมากมายสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

- การรีบูตจักรวาลใหม่: DC Studios เริ่มต้นจักรวาล DC Universe (DCU) ใหม่อย่างเป็นทางการภายใต้แผน “Chapter One: Gods and Monsters” ซึ่งเป็นการ “soft reboot” โดยยังคงองค์ประกอบและนักแสดงบางส่วนจาก DCEU เดิมไว้
- แผนงานระยะยาว 10 ปี: มีการวางแผนสร้างภาพยนตร์และซีรีส์ประมาณ 10 เรื่องในช่วงหลายปีข้างหน้า โดยมีเป้าหมายที่จะปล่อยภาพยนตร์ปีละ 2-3 เรื่อง และซีรีส์อีก 4 เรื่องต่อปี เพื่อสร้างจักรวาลที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์
- ตัวละครที่หลากหลาย: แผนงานใหม่จะให้ความสำคัญกับตัวละครหลักอย่าง Superman, Batman และ Supergirl ควบคู่ไปกับการแนะนำตัวละครรองที่มีมิติและน่าสนใจ เช่น Creature Commandos และ Clayface
- การเริ่มต้นด้วย Superman: ภาพยนตร์ “Superman” ที่จะฉายในปี 2025 จะเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของ DCU ใหม่ โดยจะเล่าเรื่องราวของ Clark Kent ในโลกที่มีฮีโร่และวายร้ายอยู่แล้ว
- จักรวาลคู่ขนาน (Elseworlds): โปรเจกต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลักของ DCU เช่น “The Batman Part II” จะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ Elseworlds เพื่อให้อิสระแก่ผู้สร้างในการเล่าเรื่องโดยไม่ต้องผูกติดกับจักรวาลหลัก
การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ของจักรวาล DC
จักรวาล DC รีบูตใหม่ แผนหนังซูเปอร์ฮีโร่ทศวรรษหน้า คือการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญที่สุดของ DC Studios ภายใต้การบริหารของ James Gunn และ Peter Safran ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานร่วมตั้งแต่ปลายปี 2022 การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเสียงวิจารณ์และสร้างทิศทางที่ชัดเจนให้กับจักรวาลภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่เคยกระจัดกระจาย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเรื่องราวที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นเอกภาพ มีความต่อเนื่อง และน่าติดตามในระยะยาว คล้ายกับความสำเร็จของจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล
การประกาศแผนงานอย่างเป็นทางการครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2023 โดยใช้ชื่อบทแรกว่า “Chapter One: Gods and Monsters” ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางของจักรวาลใหม่ที่จะสำรวจแง่มุมของตัวละครที่มีพลังเหนือมนุษย์ดุจเทพเจ้า และต้องเผชิญหน้ากับเหล่าอสุรกายหรือภัยคุกคามที่แปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัว แผนงานนี้ไม่ใช่การลบทิ้งทุกอย่างที่เคยสร้างมา แต่เป็น “soft reboot” ที่จะคัดเลือกองค์ประกอบที่ประสบความสำเร็จจาก DC Extended Universe (DCEU) เดิมมาใช้ต่อ ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้มีการคัดเลือกนักแสดงและตีความตัวละครสำคัญใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เรื่องราวมีความสดใหม่และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ใหม่
วิสัยทัศน์และโครงสร้างแผน “Chapter One: Gods and Monsters”
หัวใจสำคัญของแผนการรีบูตครั้งนี้คือการสร้างจักรวาลที่ทุกสื่อเชื่อมโยงกัน (Unified Universe) ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชัน, แอนิเมชัน, ซีรีส์ หรือแม้แต่วิดีโอเกม ตัวละครจะถูกแสดงโดยนักแสดงคนเดียวกันในทุกสื่อ เพื่อสร้างความต่อเนื่องและประสบการณ์ที่สมจริงให้กับผู้ชม James Gunn ได้ระบุถึงแผนงานระยะยาว 6-8 ปี ที่จะนำไปสู่เหตุการณ์ครอสโอเวอร์ครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นการรวมพลังของเหล่าฮีโร่ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับ The Avengers
“เป้าหมายของเราคือการสร้างจักรวาลที่กว้างใหญ่และเชื่อมโยงกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ภาพยนตร์และซีรีส์แต่ละเรื่องมีความโดดเด่นและสมบูรณ์ในตัวเอง” แนวคิดนี้คือการสร้างสมดุลระหว่างภาพรวมของจักรวาลกับเอกลักษณ์ของแต่ละผลงาน
โครงสร้างการปล่อยผลงานถูกวางไว้ให้มีภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชัน 2 เรื่องต่อปี, ภาพยนตร์แอนิเมชัน 1 เรื่องต่อปี, ซีรีส์ไลฟ์แอ็กชัน 2 เรื่องต่อปี และซีรีส์แอนิเมชันอีก 2 เรื่องต่อปี ซึ่งเป็นตารางการผลิตที่ท้าทายแต่ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะขยายจักรวาล DCU ให้เติบโตอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ
รายชื่อภาพยนตร์และซีรีส์ในจักรวาล DCU ใหม่
แผนงานใน “Chapter One” ประกอบด้วยโปรเจกต์ที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งครอบคลุมตัวละครทั้งที่เป็นที่รู้จักและตัวละครที่ยังไม่เคยถูกนำเสนอในรูปแบบไลฟ์แอ็กชันมาก่อน นี่คือรายชื่อผลงานที่ได้รับการยืนยันแล้ว:
| ภาพยนตร์ | กำหนดฉาย (โดยประมาณ) | รายละเอียดสำคัญ |
|---|---|---|
| Superman | 2025 | ภาพยนตร์เปิดจักรวาล DCU อย่างเป็นทางการ ไม่ใช่การเล่าจุดกำเนิด แต่เน้นชีวิตของ Clark Kent ในโลกที่มีฮีโร่อยู่แล้ว |
| Supergirl: Woman of Tomorrow | 26 มิถุนายน 2026 | นำแสดงโดย Milly Alcock สร้างจากคอมิกชื่อเดียวกัน นำเสนอ Supergirl ในเวอร์ชันที่แข็งแกร่งและผ่านโลกมามากกว่า Superman |
| The Brave and the Bold | ยังไม่กำหนด | เป็นการแนะนำ Batman คนใหม่ของ DCU พร้อมกับลูกชายของเขา Damian Wayne ในฐานะ Robin กำกับโดย Andy Muschietti |
| Clayface | 11 กันยายน 2026 | ภาพยนตร์แนวสยองขวัญ-โศกนาฏกรรม ที่จะเล่าเรื่องราวของตัวร้าย Clayface ในฐานะตัวละครหลัก เขียนบทโดย Mike Flanagan |
| The Authority | ยังไม่กำหนด | กลุ่มซูเปอร์ฮีโร่สายแอนตี้ฮีโร่ที่มีวิธีการจัดการกับปัญหาแบบเด็ดขาดและรุนแรง เพื่อปกป้องโลกด้วยแนวทางที่แตกต่างออกไป |
โปรเจกต์ซีรีส์ที่น่าจับตา
- Creature Commandos: ซีรีส์แอนิเมชันสำหรับผู้ใหญ่ที่จะเปิดตัวเป็นโปรเจกต์แรกของ DCU เล่าเรื่องราวของทีมอสุรกายที่ถูกรวบรวมโดย Amanda Waller
- Lanterns: ซีรีส์ฟอร์มยักษ์ทาง HBO ที่จะติดตามการสืบสวนของ Green Lantern สองคนคือ Hal Jordan และ John Stewart ในคดีลึกลับบนโลก ซึ่งจะนำไปสู่เรื่องราวที่ใหญ่กว่าในระดับจักรวาล
- Paradise Lost: ซีรีส์ที่จะเล่าเรื่องราวบนเกาะ Themyscira บ้านเกิดของ Wonder Woman โดยมีเนื้อหาคล้ายกับ Game of Thrones ที่เต็มไปด้วยการเมืองและการชิงอำนาจของเหล่า Amazon
- Booster Gold: ซีรีส์แนวคอมเมดี้เกี่ยวกับฮีโร่จากโลกอนาคตที่เดินทางย้อนเวลากลับมาเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในยุคปัจจุบัน
- Waller: ซีรีส์ที่จะเจาะลึกตัวละคร Amanda Waller ผู้นำจอมบงการของหน่วย Suicide Squad และองค์กร A.R.G.U.S.
จักรวาล “Elseworlds” และอนาคตของ Batman
เพื่อให้อิสระกับผู้สร้างสรรค์ผลงาน DC Studios ได้จัดตั้งป้าย “Elseworlds” ขึ้นมาสำหรับโปรเจกต์ที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของจักรวาลหลัก DCU ซึ่งหมายความว่าภาพยนตร์เหล่านี้สามารถเล่าเรื่องราวในโทนและทิศทางของตัวเองได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความต่อเนื่องกับเรื่องอื่น
ผลงานเด่นในหมวดนี้คือ The Batman Part II ของผู้กำกับ Matt Reeves และซีรีส์ภาคแยกอย่าง The Penguin ซึ่งจะยังคงดำเนินต่อไปในจักรวาลของตัวเอง การแบ่งแยกที่ชัดเจนนี้ช่วยให้ผู้ชมไม่สับสน และยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีการตีความตัวละครอย่าง Batman ได้หลากหลายเวอร์ชันในเวลาเดียวกัน โดย Batman ของ DCU ในเรื่อง “The Brave and the Bold” จะเป็นคนละคนกับ Batman ที่แสดงโดย Robert Pattinson
บทสรุปและทิศทางในทศวรรษหน้า
การรีบูตจักรวาล DC ครั้งนี้ถือเป็นก้าวที่กล้าหาญและจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคต แผน “Chapter One: Gods and Monsters” แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการสร้างจักรวาลที่เชื่อมโยงกัน มีความหลากหลายของแนวทาง และให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องที่มีคุณภาพ แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะยังเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่การเริ่มต้นใหม่นี้ได้สร้างความหวังและความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ ทั่วโลกอีกครั้ง การมาถึงของ “Superman” ในปี 2025 จะเป็นบทพิสูจน์แรกว่าทิศทางใหม่ของ DCU จะประสบความสำเร็จและสามารถครองใจผู้ชมในทศวรรษหน้าได้หรือไม่
ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องใหม่ๆ เท่านั้น แต่คือการสร้างโลกทั้งใบที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าทึ่งของเทพเจ้าและอสุรกายที่สะท้อนสภาวะความเป็นมนุษย์
เมื่อเหล่าเทพเจ้าและอสุรกายเดินปะปนกับมนุษย์ เส้นแบ่งระหว่างความดีและความชั่วนั้นยังคงชัดเจนอยู่หรือไม่?
