The Gilded Age รีวิวซีรีส์สงครามไฮโซบน HBO GO
ซีรีส์พีเรียดดราม่าที่เปิดเปลือยเบื้องหลังความหรูหราของนิวยอร์กยุค 1882 การปะทะกันระหว่างขนบธรรมเนียมเก่าและอำนาจเงินตราใหม่ ที่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวความบันเทิง แต่ยังสะท้อนพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสังคมอเมริกันอย่างลึกซึ้ง
- การกลับมาของ Julian Fellowes ผู้สร้าง Downton Abbey กับฉากหลังใหม่ในอเมริกา
- การเชือดเฉือนบทบาทระหว่างกลุ่ม “Old Money” และ “New Money” ที่เข้มข้นด้วยบทสนทนา
- งานโปรดักชันระดับมาสเตอร์พีซที่จำลองยุค Gilded Age ได้อย่างวิจิตรบรรจง
- การสอดแทรกประเด็นเชื้อชาติและการดิ้นรนของชนชั้นผ่านตัวละครที่มีมิติ
The Gilded Age รีวิวซีรีส์สงครามไฮโซบน HBO GO ผลงานล่าสุดที่ได้รับความสนใจอย่างมากในหมวดหมู่ History Drama การเล่าเรื่องมุ่งเน้นไปที่ยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ยุคเคลือบทอง” (Gilded Age) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมกับการเกิดขึ้นของเศรษฐีใหม่ที่ร่ำรวยจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซีรีส์เรื่องนี้ทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนความขัดแย้งที่ไม่เคยตกยุค นั่นคือการต่อสู้ระหว่างผู้ถือครองอำนาจเดิมและผู้ท้าชิงอำนาจใหม่ ผ่านสมรภูมิห้องนั่งเล่นและงานเลี้ยงน้ำชาที่แฝงไปด้วยความโหดร้ายทางจิตวิทยา
ภาพรวมและความรู้สึกแรก

เมื่อก้าวเข้าสู่โลกของ The Gilded Age ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความคุ้นเคยในรสชาติการเล่าเรื่องแบบ Julian Fellowes ที่มีความประณีตและเน้นรายละเอียดของชนชั้น แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือพลังงานของ “ความทะเยอทะยาน” ที่รุนแรงกว่า Downton Abbey ซีรีส์นำเสนอภาพนิวยอร์กปี 1882 ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ โดยใช้ตระกูล Van Rhijn เป็นตัวแทนของความเก่าแก่ที่เคร่งครัด และตระกูล Russell เป็นตัวแทนของทุนนิยมที่ไร้ขอบเขต การเดินเรื่องในช่วงแรกอาจดูเรียบง่าย แต่ภายใต้บทสนทนาที่สุภาพ กลับซ่อนมีดสั้นแห่งการดูถูกเหยียดหยามและการชิงดีชิงเด่นไว้อย่างเจ็บแสบ ผู้ชมจะถูกดึงดูดด้วยความสงสัยว่าสุดท้ายแล้ว เงินตราจะสามารถซื้อสถานะทางสังคมได้จริงหรือไม่
บทวิจารณ์เชิงลึก
การวิเคราะห์ซีรีส์เรื่องนี้จำเป็นต้องมองข้ามความสวยงามของเครื่องแต่งกายไปสู่โครงสร้างทางสังคมที่ซีรีส์พยายามนำเสนอ การปะทะกันในเรื่องไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของเพื่อนบ้านที่ไม่ถูกกัน แต่เป็นการปะทะกันของปรัชญาการใช้ชีวิต ระหว่าง “จารีตนิยม” ที่มองว่าสายเลือดคือทุกสิ่ง กับ “วัตถุนิยม” ที่เชื่อว่าความสำเร็จวัดได้ด้วยความมั่งคั่ง
โครงเรื่องและบท (Script & Plot)
บทภาพยนตร์ถูกวางโครงสร้างไว้อย่างชาญฉลาดโดยใช้ตัวละคร Marian Brook สาวน้อยกำพร้าจากเพนซิลเวเนีย เป็นสายตาของคนนอก (Outsider) ที่พาผู้ชมเข้าไปสำรวจความขัดแย้งในสังคมชั้นสูงนิวยอร์ก การที่ Marian ต้องมาอาศัยอยู่กับป้า Agnes ผู้ยึดมั่นในธรรมเนียมเก่า และป้า Ada ผู้โอนอ่อนผ่อนตาม ทำให้เกิดพลวัตที่น่าสนใจภายในบ้าน แต่จุดที่ทำให้บทยอดเยี่ยมคือการวางหมากให้ฝั่งตรงข้ามถนนคือคฤหาสน์ของตระกูล Russell มหาเศรษฐีธุรกิจรถไฟ
Bertha Russell ภรรยาผู้ทะเยอทะยาน ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ความร่ำรวย แต่เธอต้องการ “การยอมรับ” ซึ่งเป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้โดยตรง บทเขียนให้เห็นถึงความพยายามที่เกือบจะสิ้นหวังและการถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งสะท้อนสภาวะจิตใจของมนุษย์ที่โหยหาการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม (Sense of Belonging) นอกจากนี้ การเพิ่มเส้นเรื่องของ Peggy Scott หญิงสาวผิวดำที่มีความฝันเป็นนักเขียน ช่วยขยายมิติของเรื่องให้ครอบคลุมบริบททางเชื้อชาติในยุคนั้น ทำให้ซีรีส์มีความลึกซึ้งมากกว่าแค่เรื่องตบตีของคนรวยผิวขาว
การแสดงและตัวละคร (Casting & Character)
การคัดเลือกนักแสดงถือเป็นจุดแข็งสำคัญ Christine Baranski ในบท Agnes van Rhijn มอบการแสดงที่ทรงพลังและน่าเกรงขาม ทุกจังหวะการพูดและการเชิดหน้าบ่งบอกถึงความภูมิใจในสายเลือดเก่าแก่ที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ในขณะที่ Carrie Coon ในบท Bertha Russell ก็สามารถถ่ายทอดความมุ่งมั่นที่เกือบจะกลายเป็นความบ้าคลั่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ เธอทำให้ผู้ชมรู้สึกทั้งหมั่นไส้และสงสารในเวลาเดียวกัน
เคมีระหว่างตัวละครมีความซับซ้อน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา Russell ที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือแบบ Partnership ทางธุรกิจและชีวิตคู่ที่หาได้ยากในซีรีส์พีเรียด ทั้งสองต่างสนับสนุนความทะเยอทะยานของกันและกันอย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งเป็นมุมมองความรักที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอำนาจและความสำเร็จ
งานสร้างและองค์ประกอบศิลป์ (Production Value)
งานโปรดักชันของ The Gilded Age สมศักดิ์ศรี HBO ในทุกมิติ การออกแบบฉาก (Set Design) สามารถแยกโลกของ Old Money และ New Money ออกจากกันได้อย่างชัดเจนด้วยภาษาภาพ บ้านของ Van Rhijn จะมีความมืด ขรึม และเต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบดั้งเดิม ในขณะที่คฤหาสน์ของ Russell จะมีความสว่าง โอ่อ่า และใช้สถาปัตยกรรมที่ดู “ตะโกน” ถึงความร่ำรวย เครื่องแต่งกาย (Costume Design) ทำหน้าที่เป็นเกราะสวมใส่ของตัวละคร ชุดของ Bertha มักจะมีดีไซน์ที่ล้ำสมัยและฉูดฉาดกว่าสตรีคนอื่นๆ เพื่อสื่อถึงความต้องการที่จะโดดเด่นและเป็นผู้นำเทรนด์
ฉาก/ไฮไลต์ที่น่าจดจำ (Memorable Moments)
ฉากที่สะท้อนแก่นเรื่องได้ดีที่สุดคือฉากงานเลี้ยงที่บ้าน Russell ซึ่งถูกบอยคอตโดยสังคมชั้นสูง ฉากนี้ไม่ได้แสดงเพียงแค่ความล้มเหลว แต่แสดงถึงความว่างเปล่าของโถงทางเดินที่ประดับประดาด้วยดอกไม้และอาหารราคาแพง สื่อสัญญะว่า “วัตถุ” ไม่สามารถทดแทน “ผู้คน” ได้ รวมถึงฉากการเผชิญหน้ากันครั้งแรกระหว่าง Agnes และคนตระกูล Russell ที่แม้จะไม่มีการตะโกนด่าทอ แต่สายตาและคำพูดที่เรียบง่ายกลับเชือดเฉือนศักดิ์ศรีกันจนเลือดซิบ
| คุณลักษณะ | Old Money (ตระกูล Van Rhijn) | New Money (ตระกูล Russell) |
|---|---|---|
| แหล่งที่มาของอำนาจ | สายเลือด, ตระกูล, ประวัติศาสตร์ | เงินตรา, อุตสาหกรรม, ความสำเร็จทางธุรกิจ |
| ค่านิยมหลัก | รักษาขนบธรรมเนียม, ความสง่างามที่เงียบขรึม | การเปลี่ยนแปลง, นวัตกรรม, การแสดงออกถึงความมั่งคั่ง |
| สไตล์การใช้ชีวิต | อนุรักษ์นิยม, ยึดติดกับกฎสังคมเดิม | หรูหราฟู่ฟ่า, กล้าได้กล้าเสีย, ท้าทายกฎเกณฑ์ |
| จุดอ่อน | การไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง, ทรัพย์สินที่เริ่มลดลง | ขาดการยอมรับทางสังคม, ถูกมองว่าไร้รสนิยม |
สิ่งที่ชอบและไม่ชอบ
- สิ่งที่ชอบ:
- การออกแบบเครื่องแต่งกายและฉากที่มีความประณีตบรรจงในระดับสูงสุด
- บทสนทนาที่เฉียบคม ซ่อนนัยยะทางการเมืองและสังคมไว้ในทุกประโยค
- การแสดงระดับเทพของ Christine Baranski และ Carrie Coon ที่แบกรับเนื้อเรื่องได้อย่างแข็งแรง
- การสอดแทรกประวัติศาสตร์จริงของยุค Gilded Age ทำให้เรื่องราวมีน้ำหนัก
- สิ่งที่ไม่ชอบ:
- จังหวะการเดินเรื่องในบางช่วงอาจรู้สึกเนิบนาบสำหรับผู้ที่คาดหวังฉากดราม่าที่รวดเร็ว
- ตัวละครสมทบบางตัวยังขาดมิติและความน่าสนใจเมื่อเทียบกับตัวละครหลัก
- พล็อตเรื่องบางส่วนยังเดาทางได้ง่ายและเป็นสูตรสำเร็จของละครพีเรียด
บทสรุปและคะแนน
The Gilded Age เป็นมากกว่าละครแต่งกายย้อนยุค มันคือการสำรวจรากฐานของทุนนิยมอเมริกันและการต่อสู้เพื่อกำหนดนิยามของ “ชนชั้นสูง” ซีรีส์เรื่องนี้นำเสนอความจริงที่ว่า สงครามไม่ได้เกิดขึ้นในสนามรบเสมอไป แต่มักเกิดขึ้นในห้องรับแขกและการ์ดเชิญงานเลี้ยง สำหรับผู้ที่หลงใหลในประวัติศาสตร์และจิตวิทยาสังคม นี่คือซีรีส์ที่คุ้มค่าแก่การสละเวลาดู เพื่อทำความเข้าใจว่าเบื้องหลังความศิวิไลซ์ที่เราเห็น แลกมาด้วยการเชือดเฉือนทางอารมณ์ที่รุนแรงเพียงใด
คะแนน (Score)
★★★★½
งานสร้างอลังการ บทสนทนาเชือดเฉือน และการแสดงที่ทรงพลัง สะท้อนภาพสงครามชนชั้นได้อย่างเจ็บแสบ แม้จะดำเนินเรื่องช้าแต่คุ้มค่าทุกนาที
คำแนะนำ (Recommendation)
ซีรีส์นี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับแฟนคลับของ Downton Abbey ที่ต้องการรสชาติที่จัดจ้านและดุดันขึ้น รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์อเมริกาและงานศิลป์ยุควิกตอเรียน หากคุณชอบการดูเกมการเมืองในสังคมที่ใช้คำพูดแทนอาวุธ The Gilded Age คือสมรภูมิที่คุณไม่ควรพลาด
“เมื่อรากฐานของสังคมสั่นคลอนด้วยอำนาจของเงินตรา คุณค่าของมนุษย์วัดกันที่ชาติกำเนิดที่ติดตัวมา หรือความสำเร็จที่สร้างขึ้นด้วยมือตนเอง?”
