Deadpool & Wolverine กุญแจสู่อนาคต X-Men ใน MCU?
การมาถึงของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเพียงภาพยนตร์แอ็กชันคอมเมดี้สำหรับผู้ใหญ่เรื่องใหม่ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่อาจตอบคำถามว่า Deadpool & Wolverine กุญแจสู่อนาคต X-Men ใน MCU? จะเป็นจริงได้อย่างไร การผสมผสานระหว่างตัวละครอันเป็นที่รักจากจักรวาลภาพยนตร์ X-Men ของฟ็อกซ์ (Fox) เข้ากับจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล (MCU) ที่ซับซ้อน ได้สร้างปรากฏการณ์ที่แฟน ๆ ทั่วโลกรอคอย พร้อมกับการเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่จะกำหนดทิศทางของแฟรนไชส์ไปอีกหลายปี
ภาพรวมและความรู้สึกแรก

Deadpool & Wolverine คือการเฉลิมฉลองมรดกของเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ที่มาพร้อมกับอารมณ์ขันเสียดสีอันเป็นเอกลักษณ์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้พยายามหลอมรวมจักรวาลอย่างเร่งรีบ แต่เลือกที่จะใช้กลไกพหุภพ (Multiverse) เพื่อสร้างสะพานเชื่อมที่ให้เกียรติเรื่องราวในอดีต ขณะเดียวกันก็ปูทางไปสู่อนาคต ความรู้สึกแรกหลังชมคือความชาญฉลาดในการใช้ “เมต้า-คอมเมนทารี” (meta-commentary) เพื่ออธิบายสถานการณ์จริงเบื้องหลังการควบรวมกิจการระหว่างดิสนีย์และฟ็อกซ์ได้อย่างแนบเนียนและน่าติดตาม มันคือจดหมายรักถึงแฟน ๆ ที่เติบโตมากับ X-Men ในยุคก่อนหน้า และเป็นคำประกาศอย่างเป็นทางการว่าเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ได้เดินทางมาถึงบ้านใหม่แล้ว
บทวิจารณ์เชิงลึก
การวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่องนี้จำเป็นต้องมองผ่านเลนส์ที่กว้างกว่าแค่ความบันเทิงผิวเผิน เพราะแกนกลางของมันคือการจัดการกับความคาดหวังอันมหาศาลและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของจักรวาลภาพยนตร์ที่ซับซ้อน
โครงเรื่องและบท (Script & Plot)
หัวใจของโครงเรื่องตั้งอยู่บนสมมติฐานที่น่าสนใจและบ้าบิ่น ไทม์ไลน์ของ X-Men จากค่ายฟ็อกซ์ (Earth-10005) กำลังเผชิญกับการล่มสลายอย่างช้า ๆ หลังเหตุการณ์ในภาพยนตร์ Logan บทภาพยนตร์อธิบายว่าการตายของวูล์ฟเวอรีน ซึ่งเปรียบเสมือน “สิ่งมีชีวิตที่เป็นสมอ” (Anchor Being) ของความเป็นจริงนั้น ได้ทำให้จักรวาลของเขาสูญเสียเสถียรภาพไป นี่คือการอธิบายเชิงสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงการอำลาบทบาทของฮิวจ์ แจ็คแมน เข้ากับตรรกะภายในเรื่องได้อย่างแยบยล
การปรากฏตัวขององค์กรควบคุมกาลเวลา (Time Variance Authority – TVA) โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่นอกคอกอย่าง มิสเตอร์พาราด็อกซ์ (Mr. Paradox) ที่พยายามจะลบไทม์ไลน์ที่กำลังจะตายทิ้งไป กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ผลักดันให้เดดพูลต้องออกปฏิบัติการ เขาตระหนักถึงภัยคุกคามนี้ด้วยความสามารถในการทำลายกำแพงที่สี่ (Fourth Wall) และตัดสินใจออกตามหาวูล์ฟเวอรีนจากต่างมิติเพื่อมาช่วยกอบกู้วิกฤตครั้งนี้ การจับคู่กันของสองตัวละครที่แตกต่างกันสุดขั้วจึงไม่ใช่แค่เพื่อความบันเทิง แต่เป็นความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของจักรวาล
สิ่งที่น่าชื่นชมคือบทภาพยนตร์ไม่ได้เลือกทางลัดด้วยการดึงตัวละคร X-Men ทั้งหมดเข้ามาในไทม์ไลน์หลักของ MCU แต่กลับเลือกที่จะ “อนุรักษ์” จักรวาลเดิมของพวกเขาไว้ในพหุภพ ทำให้มรดกที่ฟ็อกซ์สร้างมาตลอดสองทศวรรษไม่ถูกลบทิ้งไป
ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของเดดพูลที่จะอยู่ในจักรวาลของตนเองแทนที่จะย้ายมายัง MCU ถือเป็นการเปิดประตูทิ้งไว้สำหรับครอสโอเวอร์ในอนาคต แทนที่จะเป็นการผนวกรวมอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดและเคารพต้นฉบับอย่างยิ่ง
การแสดงและตัวละคร (Casting & Character)
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเคมีระหว่าง ไรอัน เรย์โนลส์ ในบทเดดพูล และ ฮิวจ์ แจ็คแมน ในบทวูล์ฟเวอรีน คือเสาหลักที่แบกรับภาพยนตร์ทั้งเรื่องไว้ เรย์โนลส์ยังคงถ่ายทอดบทบาทแอนตี้ฮีโร่ปากมากได้อย่างสมบูรณ์แบบ การแสดงของเขามีมิติที่ลึกซึ้งกว่าเดิม เมื่อตัวละครต้องเผชิญหน้ากับความเป็นไปได้ที่จะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารัก
ในขณะเดียวกัน การกลับมาของฮิวจ์ แจ็คแมน ในบทวูล์ฟเวอรีนที่ไม่ใช่คนเดิมที่เราคุ้นเคย แต่เป็นตัวแปร (Variant) ที่แตกสลายและเหนื่อยล้า ทำให้เกิดมิติทางอารมณ์ที่น่าสนใจ การปะทะกันทางความคิดและคารมระหว่างตัวละครสองตัวนี้สร้างทั้งเสียงหัวเราะและช่วงเวลาที่น่าประทับใจ การแสดงของแจ็คแมนยังคงทรงพลังและทำให้ผู้ชมเชื่อได้ว่า แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่บ้าคลั่งที่สุด จิตวิญญาณของวูล์ฟเวอรีนก็ยังคงอยู่
นอกเหนือจากนักแสดงนำแล้ว การนำตัวละครจากภาพยนตร์มาร์เวลยุคเก่ากลับมาปรากฏตัว ไม่ว่าจะเป็น อิเล็กตร้า, เบลด, X-23 หรือแกมบิท ถือเป็นกลยุทธ์ที่หลักแหลมในการแสดงให้เห็นว่ามาร์เวล สตูดิโอส์ กำลังพยายามจะผสานมรดกทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ภายใต้ร่มเงาของพหุภพ
งานสร้างและองค์ประกอบศิลป์ (Production Value)
ในด้านงานสร้าง Deadpool & Wolverine มีความโดดเด่นในการออกแบบภาพที่สะท้อนความโกลาหลของพหุภพที่กำลังล่มสลาย ฉากการต่อสู้ถูกออกแบบมาอย่างดุเดือดและดิบเถื่อนสมกับเรต R โดยยังคงไว้ซึ่งสไตล์เฉพาะตัวของเดดพูลที่ผสมผสานความรุนแรงเข้ากับความตลกขบขันได้อย่างลงตัว
การออกแบบงานศิลป์ของ TVA และมิติต่าง ๆ ทำได้อย่างน่าสนใจและสอดคล้องกับภาพจำที่เคยปรากฏในซีรีส์ Loki แต่ในขณะเดียวกันก็มีการตีความเพิ่มเติมให้เข้ากับโทนของภาพยนตร์ ดนตรีประกอบมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอารมณ์ โดยมีการใช้เพลงยุคเก่ามาผสมผสานเพื่อสร้างบรรยากาศที่ทั้งชวนให้คิดถึงและเสียดสีไปพร้อมกัน
ฉาก/ไฮไลต์ที่น่าจดจำ (Memorable Moments)
ฉากที่น่าจะถูกจดจำไปอีกนานคือฉากการสนทนาครั้งแรกระหว่างเดดพูลและมิสเตอร์พาราด็อกซ์ภายในสำนักงานของ TVA ฉากนี้ไม่ได้เป็นเพียงการอธิบายพล็อตเรื่อง แต่เป็นการ “เปิดอกคุย” กับผู้ชมโดยตรงผ่านตัวละครเดดพูล มันคือการยอมรับกลาย ๆ ถึงสถานะอันซับซ้อนของลิขสิทธิ์ตัวละคร การสิ้นสุดของยุคสมัยหนึ่ง และการเริ่มต้นของอีกยุคสมัยหนึ่ง การใช้คำว่า “Anchor Being” เพื่ออธิบายความสำคัญของวูล์ฟเวอรีนต่อไทม์ไลน์ของเขา เป็นทั้งการให้เกียรติตัวละครและเป็นการตอกย้ำถึงเดิมพันที่สูงลิ่วของภารกิจนี้ ฉากดังกล่าวจึงเป็นแก่นสารของภาพยนตร์ที่ผสมผสานความตระหนักรู้ในตัวเอง (self-awareness) เข้ากับตำนานของจักรวาลได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การเชื่อมต่อจักรวาล: X-Men สู่ MCU
ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนว่าทีม X-Men ชุดใหม่ของ MCU จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่มันได้วางรากฐานที่สำคัญเอาไว้ นี่คือการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
| ประเด็น | รายละเอียดและผลกระทบ |
|---|---|
| กลไกการเล่าเรื่อง | ใช้พหุภพเพื่อ “อนุรักษ์” จักรวาล X-Men ของฟ็อกซ์ไว้ ไม่ได้ผนวกรวมโดยตรง ทำให้สามารถอ้างอิงถึงเหตุการณ์ในอดีตได้โดยไม่ขัดแย้งกับไทม์ไลน์หลักของ MCU |
| ความต่อเนื่องของตัวละคร | เดดพูล, วูล์ฟเวอรีน และตัวละครจากฟ็อกซ์ยังคงอยู่ในจักรวาลของตนเอง แต่สามารถข้ามมิติมามีปฏิสัมพันธ์กับ MCU ได้ในอนาคต |
| ความเป็นไปได้ในการครอสโอเวอร์ | เปิดทางให้วูล์ฟเวอรีนของฮิวจ์ แจ็คแมน และเดดพูลของไรอัน เรย์โนลส์ อาจปรากฏตัวในภาพยนตร์ Avengers ภาคต่อไป เช่น Avengers: Secret Wars แม้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ |
| การปูทางสู่การรีบูต | แม้จะรักษาจักรวาลเก่าไว้ แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้สร้างกรอบการเล่าเรื่องที่เอื้อให้ MCU สามารถเปิดตัวทีม X-Men ชุดใหม่ของตัวเองได้ในอนาคตหลังจบอีเวนต์ใหญ่อย่าง Secret Wars |
| บทบาทของไรอัน เรย์โนลส์ | การมีส่วนร่วมในฐานะโปรดิวเซอร์และนักแสดงนำ ทำให้เดดพูลมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นตัวละครสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างจักรวาลและยุคสมัยต่าง ๆ ของมาร์เวล |
สิ่งที่ชอบและไม่ชอบ
- สิ่งที่ชอบ: วิธีการผสานจักรวาลที่ชาญฉลาดและให้เกียรติมรดกเดิม, เคมีการแสดงที่เข้าขากันอย่างเหลือเชื่อระหว่างเรย์โนลส์และแจ็คแมน, การใช้เมต้า-คอมเมนทารีเพื่อวิพากษ์วิจารณ์วงการภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ และการสร้างสมดุลระหว่างความฮาแบบทะลึ่งตึงตังกับประเด็นทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง
- สิ่งที่อาจไม่ชอบ: การพึ่งพาความนิยมของวูล์ฟเวอรีนอย่างหนักอาจเป็นดาบสองคมที่ทำให้มาร์เวลต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างตัวละคร X-Men รุ่นใหม่ให้เป็นที่จดจำ นอกจากนี้ ความซับซ้อนของเรื่องราวพหุภพอาจทำให้ผู้ชมที่ไม่ได้ติดตามจักรวาลมาร์เวลอย่างใกล้ชิดรู้สึกสับสนได้
บทสรุปและคะแนน
Deadpool & Wolverine เป็นมากกว่าภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ทำหน้าที่เป็นบทส่งท้ายอันทรงเกียรติให้กับยุคสมัยหนึ่ง และเป็นบทนำที่น่าตื่นเต้นสำหรับยุคสมัยใหม่ มันคือคำตอบที่ชัดเจนว่าอนาคตของ X-Men ใน MCU จะไม่ได้เริ่มต้นด้วยการลบประวัติศาสตร์ทิ้ง แต่คือการโอบรับมันไว้ในฐานะส่วนหนึ่งของพหุภพอันกว้างใหญ่ ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จในการเป็นทั้งความบันเทิงชั้นยอดและเป็นสะพานเชื่อมจักรวาลที่แข็งแกร่งและมีความหมาย
คะแนน (Score)
การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างแอ็กชันดิบเถื่อน, อารมณ์ขันเสียดสี และการเล่าเรื่องเชิงเมต้าที่ชาญฉลาด เป็นสะพานเชื่อมจักรวาลที่สำคัญซึ่งให้เกียรติอดีตและเปิดประตูสู่อนาคตได้อย่างน่าประทับใจ
คำแนะนำ (Recommendation)
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นสิ่งที่แฟนพันธุ์แท้ของมาร์เวล, ผู้ที่เติบโตมากับภาพยนตร์ X-Men ของฟ็อกซ์ และผู้ที่ชื่นชอบภาพยนตร์ที่กล้าฉีกขนบเดิม ๆ ต้องดู นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ชมที่ติดตามเรื่องราว Multiverse Saga ของ MCU และต้องการเห็นว่าจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญอย่างเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์จะถูกนำมาวางไว้ในภาพรวมที่ใหญ่ขึ้นได้อย่างไร
หากตัวตนของเราถูกผูกติดอยู่กับความเป็นจริงที่กำลังล่มสลาย การดิ้นรนเพื่อรักษาสิ่งที่เคยเป็นอยู่ คือการยึดมั่นในตัวตนหรือเป็นเพียงการต่อต้านความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้?
