Deadpool & Wolverine หนังเรื่องเดียวที่แบกชะตา Marvel?
ท่ามกลางช่วงเวลาที่จักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล (MCU) กำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านรายได้และเสียงวิจารณ์ คำถามที่ว่า Deadpool & Wolverine หนังเรื่องเดียวที่แบกชะตา Marvel? ได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาสำคัญ การมาถึงของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นภาคต่อที่แฟนๆ รอคอย แต่ยังถูกจับตามองในฐานะความหวังครั้งสำคัญที่จะกอบกู้ศรัทธาและทิศทางของแฟรนไชส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษ นี่คือภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความรุนแรง มุกตลกร้าย และการทำลายกำแพงที่สี่อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งอาจเป็นทั้งยาถอนพิษและยาพิษต่อจักรวาลที่กำลังสั่นคลอนในเวลาเดียวกัน
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง

- การกลับมาครั้งประวัติศาสตร์: การหวนคืนสู่บทบาทวูล์ฟเวอรีนของ ฮิวจ์ แจ็คแมน ประกบคู่กับ ไรอัน เรย์โนลด์ส ในบทเดดพูล สร้างเคมีที่ทรงพลังและเป็นหัวใจสำคัญของเรื่อง
- รสชาติที่แตกต่าง: ภาพยนตร์ยังคงรักษาโทนเรื่องระดับ R-rated ที่เต็มไปด้วยความรุนแรง คำสบถ และ “ความโกลาหลแบบเมต้า” ซึ่งสร้างความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากภาพยนตร์เรื่องอื่นใน MCU
- จุดเปลี่ยนของมัลติเวิร์ส: เนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับองค์กร TVA (Time Variance Authority) และการเดินทางข้ามจักรวาล ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน Multiverse Saga ไปในทิศทางใหม่
- วายร้ายที่น่าเกรงขาม: การปรากฏตัวของ คาสซานดรา โนวา ในฐานะคู่ต่อสู้ที่ทรงพลังและอำมหิต มอบมิติของความขัดแย้งที่น่าสนใจให้กับเรื่องราว
- แฟนเซอร์วิสและการคารวะ: ภาพยนตร์อัดแน่นไปด้วยตัวละครรับเชิญ (Cameos) และการอ้างอิง (Easter Eggs) ถึงจักรวาล X-Men ของ Fox เดิม ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนๆ รุ่นเก่าและใหม่
ภาพรวมและความรู้สึกแรก
Deadpool & Wolverine คือภาพยนตร์ลำดับที่ 34 ของจักรวาล MCU ที่เปรียบเสมือนลมหายใจเฮือกใหญ่ที่แฟรนไชส์ต้องการอย่างเร่งด่วน มันคือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความบ้าคลั่งไร้ขีดจำกัดของเดดพูล และความดุดันดิบเถื่อนของวูล์ฟเวอรีน ภายใต้การกำกับของ ชอว์น เลวี ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงเป็นภาคต่อของ Deadpool 2 (2018) แต่ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมจักรวาล X-Men ของค่าย 20th Century Fox เข้ากับ MCU อย่างเป็นทางการ ความรู้สึกแรกหลังชมคือความสนุกสุดเหวี่ยงที่ได้จากเคมีของสองนักแสดงนำ และสไตล์การเล่าเรื่องที่กล้าหาญและไม่เกรงใจใคร ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปจากหนังมาร์เวลในช่วงหลัง
บทวิจารณ์เชิงลึก
การวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่องนี้จำเป็นต้องมองผ่านเลนส์สองชั้น ชั้นแรกคือการประเมินในฐานะภาพยนตร์เดี่ยว และชั้นที่สองคือการพิจารณาบทบาทและผลกระทบต่อจักรวาล MCU ที่ใหญ่กว่า ซึ่งในทั้งสองมิติ Deadpool & Wolverine ได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยประเด็นให้ขบคิด
โครงเรื่องและบท (Script & Plot)
เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ เวด วิลสัน หรือ เดดพูล ถูกองค์กร TVA ดึงตัวออกจากชีวิตอันสงบสุขเพื่อมอบภารกิจในการปกป้องเส้นเวลาศักดิ์สิทธิ์ แต่ด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ เขาเลือกที่จะบิดเบือนภารกิจและออกตามหาวูล์ฟเวอรีนจากจักรวาลคู่ขนานที่สิ้นหวัง เพื่อมาร่วมทีมกอบกู้จักรวาลของเขาเองจากการถูกล่มสลาย ทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากับ คาสซานดรา โนวา พี่น้องฝาแฝดผู้ทรงพลังและอำมหิตของชาร์ลส์ ซาเวียร์
บทภาพยนตร์ที่เขียนโดยทีมงาน 5 คน ซึ่งรวมถึงไรอัน เรย์โนลด์ส และชอว์น เลวี มีจุดแข็งอยู่ที่บทสนทนาที่คมคายและมุกตลกเมต้าที่เสียดสีทุกสิ่ง ตั้งแต่ตัวหนังมาร์เวลเองไปจนถึงวัฒนธรรมป๊อปในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ของโครงสร้างแกนกลาง พล็อตเรื่องอาจไม่ได้ซับซ้อนนัก และมีลักษณะเป็นเส้นตรงเพื่อขับเคลื่อนให้ตัวละครได้ปะทะคารมและต่อสู้กันเป็นหลัก แม้จะมีการวิจารณ์ถึงช่องโหว่ของพล็อตและความสมเหตุสมผลในบางจุด แต่ก็อาจกล่าวได้ว่าภาพยนตร์จงใจใช้โครงเรื่องเป็นเพียงฉากหลัง เพื่อเปิดโอกาสให้ “ความโกลาหลแบบเมต้า” และเคมีของตัวละครได้เฉิดฉายอย่างเต็มที่
การแสดงและตัวละคร (Casting & Character)
ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลังขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการแสดงของนักแสดงนำทั้งสอง ไรอัน เรย์โนลด์ส กลับมาในบทบาทที่เหมือนเป็นเนื้อเดียวกับตัวเขาไปแล้ว เขามอบชีวิตชีวา ความกวน และมิติที่ลึกซึ้งให้กับเดดพูลได้อย่างไร้ที่ติ ในขณะเดียวกัน การกลับมาของ ฮิวจ์ แจ็คแมน คือการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่ง การที่ภาพยนตร์เลือกนำเสนอวูล์ฟเวอรีนในเวอร์ชันจากจักรวาลอื่น ทำให้สามารถคงไว้ซึ่งบทสรุปอันสมบูรณ์แบบของตัวละครในภาพยนตร์ Logan (2017) ได้ แจ็คแมนถ่ายทอดความเหนื่อยล้า ความโกรธเกรี้ยว และความเจ็บปวดของโลแกนเวอร์ชันนี้ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง และเมื่อสองตัวละครนี้อยู่ร่วมฉากกัน มันคือเคมีที่ระเบิดพลังออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ
ในส่วนของ เอ็มมา คอร์ริน ในบท คาสซานดรา โนวา ก็ถือเป็นการคัดเลือกนักแสดงที่ยอดเยี่ยม เธอสามารถสร้างตัวร้ายที่ดูน่าเกรงขาม มีพลังจิตที่น่าสะพรึงกลัว และมีความซาดิสม์ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกไม่ปลอดภัยได้อย่างแท้จริง นับเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่น่าจดจำของ MCU ในช่วงหลัง
งานสร้างและองค์ประกอบศิลป์ (Production Value)
ผู้กำกับ ชอว์น เลวี สามารถสร้างสมดุลระหว่างสไตล์หนังแอ็กชันตลกเรท R ของเดดพูล เข้ากับสเกลที่ใหญ่โตของภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ใน MCU ได้อย่างลงตัว งานภาพมีความหลากหลาย ตั้งแต่ฉากต่อสู้ในที่แคบไปจนถึงฉากมหึมาในดินแดน The Void ที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังจากจักรวาลต่างๆ ดนตรีประกอบยังคงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศและขับเคลื่อนมุกตลกผ่านการเลือกใช้เพลงที่คาดไม่ถึง การออกแบบงานสร้างโดดเด่นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการสร้างสรรค์โลกที่ตัวละครต้องเผชิญหน้ากับตัวแปรต่างๆ ของตัวเองและตัวละครอื่น ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดที่เอาใจแฟนๆ และตอกย้ำธีมของเรื่องราวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฉาก/ไฮไลต์ที่น่าจดจำ
“ภาพยนตร์เต็มไปด้วยฉากที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความประทับใจและกลายเป็นที่พูดถึง โดยเฉพาะการหยิบยืมองค์ประกอบจากประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่มาใช้ในเชิงเสียดสีและคารวะไปพร้อมกัน”
- ฉากเปิดตัวใน TVA: การที่เดดพูลถูกพาตัวมายัง TVA และได้เห็นภาพรวมของ MCU ผ่านจอมอนิเตอร์ เป็นการเปิดเรื่องที่เต็มไปด้วยมุกตลกเสียดสีตัวเองและแฟรนไชส์อย่างเจ็บแสบ เป็นการประกาศโทนของหนังอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น
- การต่อสู้ครั้งแรกระหว่างเดดพูลและวูล์ฟเวอรีน: ฉากที่แฟนการ์ตูนรอคอยมานาน การปะทะกันของสองตัวละครอมตะที่สู้กันแบบไม่มีใครยอมใคร เต็มไปด้วยแอ็กชันที่ดุเดือดและบทสนทนาที่ยียวนกวนประสาท ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งเกลียดของทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี
- มหกรรมรวมพลคนหน้าเหมือน: ฉากที่ตัวเอกต้องฝ่าดงตัวแปรของเดดพูลจำนวนมหาศาล เป็นทั้งภาพที่น่าตื่นตาและเป็นการวิพากษ์วิจารณ์กระแส “มัลติเวิร์ส” ในวัฒนธรรมป๊อปได้อย่างชาญฉลาด ฉากนี้แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ที่หลุดโลกและบ้าบิ่นของทีมผู้สร้าง
สิ่งที่ชอบและไม่ชอบ
- สิ่งที่ชอบ:
- เคมีที่เข้ากันอย่างไร้รอยต่อระหว่างไรอัน เรย์โนลด์ส และฮิวจ์ แจ็คแมน คือจุดแข็งที่สุดและเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จ
- ความกล้าหาญในการนำเสนอความรุนแรงและมุกตลกร้ายระดับผู้ใหญ่ ที่ไม่ประนีประนอมและคงเอกลักษณ์ของเดดพูลไว้อย่างครบถ้วน
- การทำหน้าที่เป็นจดหมายรักและคำอำลาต่อยุคสมัยของ X-Men จากค่าย Fox ซึ่งเต็มไปด้วย Cameos และ Easter eggs ที่สร้างความพึงพอใจให้กับแฟนๆ อย่างมหาศาล
- สิ่งที่ไม่ชอบ:
- โครงเรื่องหลักค่อนข้างเรียบง่ายและคาดเดาได้ง่าย ถูกใช้เป็นเพียงโครงสร้างหลวมๆ เพื่อรองรับมุกตลกและฉากแอ็กชัน
- การพัฒนาทางอารมณ์ของตัวละครบางครั้งถูกกลบด้วยจังหวะของเรื่องที่รวดเร็วและมุกตลกที่ใส่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขาดความลึกซึ้งในบางมิติ
| องค์ประกอบ | บทวิเคราะห์ | คะแนน (เต็ม 10) |
|---|---|---|
| โครงเรื่องและบท | บทสนทนาคมคายและเต็มไปด้วยมุกเมต้าที่สร้างสรรค์ แต่โครงเรื่องหลักค่อนข้างเรียบง่ายและเป็นเส้นตรงเพื่อรองรับฉากแอ็กชัน | 7.5 |
| การแสดงและเคมีตัวละคร | ไร้ที่ติ เคมีระหว่างเรย์โนลด์สและแจ็คแมนคือหัวใจของเรื่อง การแสดงของทุกคนอยู่ในระดับยอดเยี่ยม โดยเฉพาะตัวร้ายที่น่าจดจำ | 9.5 |
| งานสร้างและเทคนิคพิเศษ | งานสร้างสเกลใหญ่ที่ผสมผสานความดิบเถื่อนและจินตนาการได้อย่างลงตัว ฉากแอ็กชันออกแบบมาอย่างดีและน่าตื่นตาตื่นใจ | 9.0 |
| ความบันเทิงและผลกระทบ | มอบความบันเทิงระดับสูงสุด เป็นภาพยนตร์ที่สดใหม่และแตกต่างในจักรวาล MCU มีผลกระทบสำคัญต่อทิศทางของแฟรนไชส์ในอนาคต | 9.0 |
บทสรุปและคะแนน
กลับมาที่คำถามตั้งต้น: Deadpool & Wolverine หนังเรื่องเดียวที่แบกชะตา Marvel? คำตอบอาจจะไม่ใช่การ “แบก” ในฐานะผู้กอบกู้ที่เข้ามาแก้ไขทุกปัญหาของ MCU แต่เป็นการ “ฉุด” จักรวาลนี้ขึ้นมาจากภาวะซบเซาด้วยพลังงานและความสดใหม่ที่ไม่มีใครเหมือน ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในสิ่งที่ตั้งใจจะเป็น นั่นคือการเป็นภาพยนตร์คู่หูสุดป่วนที่เต็มไปด้วยแอ็กชันเลือดสาดและมุกตลกร้ายที่ทำลายทุกขนบ มันคือการเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ของหนังซูเปอร์ฮีโร่จาก Fox และในขณะเดียวกันก็ผลักดันเรื่องราวของ MCU ไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ แม้จะมีจุดอ่อนในด้านความซับซ้อนของบท แต่ความบันเทิงและพลังของนักแสดงนำก็มากพอที่จะกลบข้อด้อยเหล่านั้นได้ทั้งหมด นี่คือภาพยนตร์ที่แฟนๆ มาร์เวลสมควรได้รับ และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเมื่อกล้าที่จะแตกต่าง ผลลัพธ์ที่ได้ก็สามารถยอดเยี่ยมได้อย่างน่าทึ่ง
คะแนน (Score)
คำแนะนำ (Recommendation)
Deadpool & Wolverine เป็นภาพยนตร์ที่ “ต้องดู” สำหรับแฟนๆ ของเดดพูล, วูล์ฟเวอรีน และผู้ที่ติดตามจักรวาล X-Men มาอย่างยาวนาน รวมถึงแฟน MCU ที่กำลังมองหาความแปลกใหม่และรสชาติที่จัดจ้านขึ้น เหมาะสำหรับผู้ชมที่ชื่นชอบมุกตลกเสียดสี (Meta-Humor), แอ็กชันที่รุนแรง และไม่กลัวคำสบถ อย่างไรก็ตาม อาจไม่เหมาะกับผู้ชมที่เป็นครอบครัวหรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับสไตล์การเล่าเรื่องที่ทำลายกำแพงที่สี่ของเดดพูล
ในโลกที่ทุกความเป็นไปได้สามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกัน การตัดสินใจของคนเพียงคนเดียวยังคงมีความหมายที่แท้จริงอยู่หรือไม่?
