รีวิว Hierarchy วังวนสงครามชนชั้น Elite เวอร์ชั่นเกาหลี?
ซีรีส์เกาหลีแนวดราม่าในโรงเรียนมัธยมปลายที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของอำนาจและชนชั้นเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดี แต่ Hierarchy บน Netflix นำเสนอภาพของสงครามในสถาบันที่หรูหราที่สุด ซึ่งถูกควบคุมโดยกลุ่มทายาทแชโบลเพียงไม่กี่คน ซีรีส์เรื่องนี้พาไปสำรวจโลกอันมั่งคั่งแต่โหดร้ายของโรงเรียนมัธยมจูชิน ที่ซึ่งระเบียบและกฎเกณฑ์ถูกกำหนดโดยนักเรียนกลุ่มบนสุด จนกระทั่งการมาถึงของนักเรียนทุนคนใหม่ที่กล้าท้าทายโครงสร้างอำนาจทั้งหมด
ประเด็นสำคัญที่ไม่ควรพลาด

- Hierarchy คือซีรีส์เกาหลีที่เจาะลึกประเด็นความเหลื่อมล้ำและสงครามชนชั้นในโรงเรียนมัธยมสุดหรู ผ่านเรื่องราวการแก้แค้นของนักเรียนทุนที่เข้ามาเพื่อสั่นคลอนระบบอำนาจของเหล่าทายาทแชโบล
- นักแสดงนำอย่าง อีแชมิน (Lee Chae-min) และ โนจองอี (Roh Jeong-eui) ได้รับคำชมในด้านการแสดงที่น่าดึงดูดและสามารถถ่ายทอดมิติของตัวละครได้อย่างน่าสนใจ แม้ว่าตัวบทจะมีความจำกัด
- แม้จะมีการเปรียบเทียบกับซีรีส์ดังอย่าง Elite ของสเปน แต่ Hierarchy มีเอกลักษณ์ของตัวเองในการสะท้อนวัฒนธรรมแชโบลของเกาหลี ทว่ากลับถูกวิจารณ์ในเรื่องพล็อตที่คาดเดาได้ง่ายและตอนจบที่ขาดความเข้มข้น
- ซีรีส์เปิดตัวได้อย่างน่าติดตามในช่วงแรก แต่กลับแผ่วลงในช่วงท้าย ด้วยปมปัญหาที่ถูกคลี่คลายอย่างรวดเร็วเกินไป และการแก้แค้นที่ไม่ทรงพลังเท่าที่ควรจะเป็น
ภาพรวมและความรู้สึกแรก
ทันทีที่เปิดฉาก รีวิว Hierarchy วังวนสงครามชนชั้น Elite เวอร์ชั่นเกาหลี? ก็พบว่าซีรีส์เรื่องนี้ดึงดูดสายตาด้วยภาพลักษณ์ที่หรูหราอลังการและเหล่านักแสดงที่มีเสน่ห์ โรงเรียนมัธยมจูชินไม่ได้เป็นเพียงสถาบันการศึกษา แต่เป็นโลกจำลองขนาดเล็กที่สะท้อนโครงสร้างทางสังคมอันโหดร้ายของเกาหลี ที่ซึ่งอำนาจและเงินตราเป็นตัวกำหนดทุกสิ่ง เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ คังฮา (รับบทโดย อีแชมิน) นักเรียนทุนผู้ลึกลับ ได้ก้าวเข้ามาในดินแดนของเหล่าอภิสิทธิ์ชนด้วยเป้าหมายที่ซ่อนเร้น นั่นคือการล้างแค้นให้พี่ชายและทลายระเบียบที่กดขี่แห่งนี้ลง การปรากฏตัวของเขากลายเป็นหินก้อนแรกที่ถูกโยนลงไปในน้ำนิ่ง สร้างแรงกระเพื่อมที่สั่นสะเทือนไปถึงบัลลังก์ของ คิมรีอัน (รับบทโดย คิมแจวอน) และราชินีอย่าง จองแจอี (รับบทโดย โนจองอี) ความรู้สึกแรกคือความน่าตื่นเต้นและความคาดหวังในสงครามประสาทที่จะต้องดุเดือด แต่ขณะเดียวกันก็อดรู้สึกถึงกลิ่นอายของพล็อตที่คุ้นเคยไม่ได้
บทวิจารณ์เชิงลึก
เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดแต่ละด้าน จะเห็นทั้งจุดแข็งที่น่าชื่นชมและจุดอ่อนที่น่าเสียดายของซีรีส์เรื่องนี้อย่างชัดเจน
โครงเรื่องและบท: สงครามที่ไร้บาดแผล
โครงเรื่องของ Hierarchy เดินตามสูตรสำเร็จของซีรีส์แนวแก้แค้นในโรงเรียนที่หลายคนคุ้นเคย การเปิดเรื่องทำได้อย่างน่าสนใจ คังฮาปรากฏตัวในฐานะผู้ท้าชิงที่กล้าหาญและไม่เกรงกลัวอำนาจใดๆ เขาสร้างศัตรูทันทีด้วยการท้าทายรีอันอย่างเปิดเผยและประกาศตัวว่าจะเข้าหาแจอี ซึ่งเป็นแฟนสาวของรีอัน ฉาก “mouth-to-mouth” ในงานปาร์ตี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทั้งหมดและสร้างความตึงเครียดได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านช่วง 3 ตอนแรกไป พล็อตเริ่มแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อน บทที่ควรจะเข้มข้นกลับเดินเรื่องเร็วเกินไป การเปิดเผยปมปริศนาบางอย่างเกิดขึ้นโดยไม่มีการปูพื้นฐานทางอารมณ์ที่หนักแน่นเพียงพอ ทำให้ผลกระทบของเรื่องราวลดน้อยลง การแก้แค้นของคังฮาที่ควรจะเป็นศูนย์กลางของเรื่องกลับให้ความรู้สึกเหมือน “มดกัด” มากกว่าจะเป็นพายุที่โค่นล้มระบบได้จริง ความขัดแย้งต่างๆ ถูกคลี่คลายอย่างง่ายดายในตอนท้าย และตอนจบของซีรีส์ทั้ง 7 ตอนก็ถูกวิจารณ์ว่าอ่อนแรงและน่าผิดหวัง ตัวร้ายหลักไม่ได้เผชิญหน้ากับผลของการกระทำอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับโยนความผิดให้ตัวละครรอง ซึ่งทำให้ธีมของการปฏิวัติชนชั้นที่ปูมาทั้งหมดดูไร้น้ำหนักไปในทันที
เบื้องหลังกำแพงที่สวยงามของโรงเรียนจูชิน คือสนามรบที่มองไม่เห็น ที่ซึ่งสถานะไม่ได้วัดกันที่ผลการเรียน แต่วัดกันที่สายเลือดและมูลค่าหุ้นของตระกูล
การแสดงและตัวละคร: ภาพสะท้อนของชนชั้น
จุดแข็งที่สุดของซีรีส์เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าคือทีมนักแสดงนำ อีแชมิน ในบท คังฮา สามารถถ่ายทอดบุคลิกที่แข็งแกร่ง ภายนอกดูดิบเถื่อนแต่ภายในกลับมีความลึกลับน่าค้นหา เขาเป็นตัวละครที่มีแรงผลักดันชัดเจนและเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม ในขณะที่ โนจองอี ในบท จองแจอี ก็สามารถเพิ่มมิติให้กับตัวละคร “ราชินีน้ำแข็ง” ได้อย่างน่าสนใจ เธอดูเย็นชาแต่ก็แฝงไปด้วยความเปราะบางและความลับที่เก็บซ่อนไว้ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาตัวละครของเธอกลับถูกวิจารณ์ว่าขาดความสมเหตุสมผลในบางครั้ง จนดูเหมือนเป็นเพียง “พรมเช็ดเท้าดีไซเนอร์” ที่โอนอ่อนไปตามสถานการณ์มากกว่าจะเป็นผู้ควบคุมเกม
เคมีระหว่างนักแสดงถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกกลับดูอ่อนแอและขาดแรงดึงดูดทางอารมณ์ที่ควรจะมี ทำให้เส้นเรื่องความรักไม่สามารถขับเคลื่อนเรื่องราวไปได้อย่างทรงพลังเท่าที่ควรจะเป็น ตัวละครสมทบอื่นๆ ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี โดยเฉพาะ ชเววอนยอง ที่รับบทผู้อำนวยการโรงเรียนซึ่งดูน่าเกรงขามและน่ากลัว แต่ท้ายที่สุดแล้ว แม้นักแสดงจะทำหน้าที่ได้ดีเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถแบกรับบทที่ขาดความลึกและความซับซ้อนไว้ได้ทั้งหมด
งานสร้างและองค์ประกอบศิลป์: ความหรูหราที่ซ่อนความมืด
งานสร้างของ Hierarchy ถือว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยมตามมาตรฐานซีรีส์เกาหลีระดับสูง การออกแบบฉากของโรงเรียนมัธยมจูชินเต็มไปด้วยความหรูหราและโอ่อ่า สะท้อนให้เห็นถึงโลกของกลุ่มคน 0.01% ของประเทศได้อย่างสมจริง เครื่องแต่งกายของตัวละครถูกคัดสรรมาอย่างดีเพื่อบ่งบอกถึงสถานะทางสังคม ตั้งแต่ชุดนักเรียนที่ดูดีมีราคาไปจนถึงเสื้อผ้าแบรนด์เนมในฉากปาร์ตี้ การถ่ายทำและกำกับภาพใช้มุมกล้องที่สวยงาม สามารถจับบรรยากาศที่ทั้งงดงามและกดดันได้ในเวลาเดียวกัน ดนตรีประกอบถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความตึงเครียดและเร้าอารมณ์ในฉากสำคัญๆ ได้เป็นอย่างดี องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยยกระดับประสบการณ์การรับชมและทำให้โลกของ Hierarchy ดูน่าเชื่อถือและน่าติดตาม แม้ว่าเนื้อเรื่องจะมีจุดบกพร่องอยู่บ้างก็ตาม
ฉากไฮไลต์ที่น่าจดจำ: จุดเริ่มต้นแห่งการปฏิวัติ
หากต้องเลือกฉากที่น่าจดจำที่สุด คงหนีไม่พ้นฉากในงานปาร์ตี้สุดหรูที่คังฮาประกาศสงครามกับระเบียบของจูชินอย่างเป็นทางการ เมื่อจองแจอีหมดสติจากยาเสพติด ท่ามกลางสายตาของทุกคน โดยเฉพาะคิมรีอันผู้เป็นราชา คังฮาได้เดินฝ่าวงล้อมเข้าไปและทำการ “mouth-to-mouth” เพื่อช่วยเธอ การกระทำนี้ไม่ใช่แค่การช่วยชีวิต แต่เป็นการตบหน้าผู้มีอำนาจสูงสุดอย่างจงใจ มันคือสัญลักษณ์ของการท้าทาย การไม่ยอมรับในกฎเกณฑ์ และการประกาศตัวตนว่าเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นผู้ตาม แต่มาเพื่อเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ฉากนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดทางอารมณ์และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง
สิ่งที่ชอบและไม่ชอบ
- สิ่งที่ชอบ:
- นักแสดงนำ: อีแชมิน และ โนจองอี มีเสน่ห์และเคมีที่น่าจับตามอง ทำให้ตัวละครดูน่าสนใจแม้บทจะส่งเสริมได้ไม่เต็มที่
- การเปิดเรื่อง: 3 ตอนแรกทำได้อย่างน่าติดตาม สร้างปมปริศนาและความขัดแย้งที่ชวนให้ลุ้นระทึก
- งานภาพและโปรดักชัน: ซีรีส์มีภาพที่สวยงาม หรูหรา สะท้อนโลกของอภิสิทธิ์ชนได้อย่างสมจริง
- สิ่งที่ไม่ชอบ:
- พล็อตที่คาดเดาได้: โครงเรื่องแก้แค้นมีความซ้ำซากและดำเนินไปตามสูตรสำเร็จที่เห็นได้บ่อยในซีรีส์แนวเดียวกัน
- การคลี่คลายปม: ปัญหาต่างๆ ถูกแก้ไขอย่างรวดเร็วและง่ายดายเกินไปในช่วงท้าย ทำให้ขาดความสมจริงและน่าเชื่อถือ
- ตอนจบที่อ่อนแรง: บทสรุปของเรื่องราวไม่ทรงพลัง ขาดผลกระทบที่รุนแรง และไม่สามารถปิดฉากสงครามชนชั้นได้อย่างน่าพอใจ
บทสรุปและคะแนน
สรุปแล้ว Hierarchy เป็นซีรีส์ที่ดูสนุกเพลินๆ ด้วยนักแสดงที่น่าดึงดูดและงานสร้างที่ยอดเยี่ยม มันคือภาพสะท้อนของสังคมเกาหลีในประเด็นเรื่องชนชั้นและอำนาจของกลุ่มแชโบลที่ถูกย่อยให้เข้าใจง่ายในรูปแบบของดราม่าวัยรุ่น อย่างไรก็ตาม ซีรีส์กลับไปไม่ถึงจุดสูงสุดที่ควรจะเป็น เนื่องจากข้อจำกัดของบทที่เดินตามสูตรสำเร็จมากเกินไปและการคลี่คลายเรื่องราวในช่วงท้ายที่ขาดความเข้มข้น มันเริ่มต้นเหมือนพายุที่เกรี้ยวกราด แต่จบลงเหมือนสายลมที่แผ่วเบา แม้จะไม่ใช่ซีรีส์ที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ชื่นชอบดราม่าในรั้วโรงเรียนและอยากเห็นการต่อสู้ของคนตัวเล็กๆ ที่ลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจมืด
หาก ‘ระเบียบ’ คือสิ่งที่ค้ำจุนโครงสร้างของสังคม การทำลายระเบียบนั้นลงเพื่อความยุติธรรมส่วนตน จะนำไปสู่ความเป็นธรรมที่แท้จริงหรือเป็นเพียงการสร้างอนาธิปไตยในรูปแบบใหม่?
คะแนน (Score)
ซีรีส์ที่มีภาพลักษณ์น่าดึงดูดและเริ่มต้นอย่างแข็งแกร่ง แต่กลับแผ่วลงด้วยพล็อตที่คาดเดาได้และตอนจบที่ขาดความทรงพลัง
คำแนะนำ (Recommendation)
ซีรีส์เรื่องนี้เหมาะสำหรับ:
- แฟนคลับของนักแสดงนำ อีแชมิน และ โนจองอี
- ผู้ชมที่ชื่นชอบซีรีส์แนวดราม่าในโรงเรียนมัธยม การแก้แค้น และประเด็นเกี่ยวกับชนชั้น
- ผู้ที่มองหาซีรีส์ที่ดูง่าย ไม่ซับซ้อนจนเกินไป และมีงานภาพที่สวยงาม
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่คาดหวังพล็อตเรื่องที่ลึกซึ้ง ซับซ้อน และหักมุมแบบซีรีส์อย่าง Elite อาจจะรู้สึกผิดหวังกับความเรียบง่ายและตอนจบของเรื่องนี้
