รีวิว The Last of Us ซีซั่น 2 บทใหม่แห่งการล้างแค้น
การกลับมาของซีรีส์ที่ดัดแปลงจากวิดีโอเกมระดับปรากฏการณ์ นำเสนอมุมมองที่มืดมนและซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองดังนี้:
- ธีมการล้างแค้นที่เข้มข้น: ซีซั่นนี้ดำดิ่งสู่แก่นของวงจรแห่งความแค้น ผลกระทบทางจิตใจ และคำถามถึงความหมายของความยุติธรรมในโลกที่ไร้กฎเกณฑ์
- การพัฒนาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง: ความสัมพันธ์ระหว่างโจเอลและเอลลี่ถูกขยายความให้มีความซับซ้อนและโศกนาฏกรรมมากขึ้น กลายเป็นรากฐานทางอารมณ์ที่ขับเคลื่อนเรื่องราวทั้งหมด
- การมาถึงของตัวละครใหม่: การปรากฏตัวของ ‘แอบบี้’ ไม่เพียงแต่เป็นตัวจุดชนวนของเรื่องราว แต่ยังบังคับให้ผู้ชมต้องเผชิญหน้ากับมุมมองที่แตกต่างและตั้งคำถามต่อศีลธรรมของตัวละครที่เคยผูกพัน
- ความท้าทายด้านจังหวะการเล่าเรื่อง: การเล่าเรื่องที่จงใจให้ช้าลงเพื่อสร้างความตึงเครียดทางอารมณ์ อาจถูกมองว่าเป็นแนวดราม่าวัยรุ่นที่ยืดเยื้อสำหรับผู้ชมบางกลุ่มที่คาดหวังฉากแอ็คชั่นที่ต่อเนื่อง
ภาพรวมและความรู้สึกแรก

การทำความเข้าใจ รีวิว The Last of Us ซีซั่น 2 บทใหม่แห่งการล้างแค้น คือการเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับการเดินทางที่หนักหน่วงและบีบคั้นทางอารมณ์ยิ่งกว่าซีซั่นแรกอย่างเทียบไม่ติด ซีรีส์จาก HBO GO นี้ได้เปลี่ยนจากเรื่องราวการเอาชีวิตรอดและการเดินทางข้ามทวีป มาสู่การสำรวจจิตใจมนุษย์ที่แตกสลายภายใต้แรงขับของความสูญเสียและความแค้น ซีซั่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงภาคต่อ แต่เป็นการพลิกมุมมองและท้าทายความรู้สึกผูกพันที่ผู้ชมมีต่อตัวละครหลักอย่างโจเอลและเอลลี่ โดยพาไปสำรวจผลพวงของการตัดสินใจที่เป็นเหมือนบาปติดตัวจากซีซั่นแรก และนำเสนอโลกที่อันตรายที่แท้จริงอาจไม่ใช่ผู้ติดเชื้อ แต่เป็นมนุษย์ด้วยกันเองที่ถูกความเกลียดชังกัดกิน
สำหรับผู้ที่เคยสัมผัสกับเกม The Last of Us Part II มาก่อน ซีซั่นนี้คือการถ่ายทอดความขัดแย้งทางศีลธรรมที่เคยถกเถียงกันอย่างกว้างขวางออกมาในรูปแบบคนแสดง ส่วนผู้ชมหน้าใหม่จะได้สัมผัสกับเรื่องราวที่กล้าหาญในการทำลายความคาดหวังและนำเสนอความจริงที่โหดร้ายว่าในโลกหลังการล่มสลาย ไม่มีใครที่เป็นวีรบุรุษหรือผู้ร้ายอย่างสมบูรณ์แบบ ทุกการกระทำล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย และราคาของความแค้นนั้นอาจสูงกว่าที่ใครจะคาดคิด
บทวิจารณ์เชิงลึก
ซีซั่นที่สองของ The Last of Us ไม่ได้เดินตามรอยความสำเร็จเดิม แต่เลือกที่จะเสี่ยงด้วยการนำเสนอโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนและท้าทายศีลธรรมผู้ชมอย่างถึงที่สุด การตัดสินใจดัดแปลงเนื้อหาจากเกมภาคสองอย่างซื่อตรง ทำให้ซีรีส์ต้องแบกรับทั้งคำชื่นชมในความกล้าหาญและคำวิจารณ์ในประเด็นที่ละเอียดอ่อนไปพร้อมกัน
โครงเรื่องและบท: วงจรแห่งความแค้นที่ไม่สิ้นสุด
หัวใจหลักของซีซั่นนี้คือ “วงจรแห่งความแค้น” (Revenge Cycle) บทภาพยนตร์ได้พาผู้ชมไปสำรวจธีมนี้ผ่านสองมุมมองหลักที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง คือ เอลลี่ ที่ออกเดินทางเพื่อล้างแค้นให้กับโจเอล และ แอบบี้ ทหารหญิงผู้แข็งแกร่งที่มีแรงจูงใจในการกระทำของเธอเอง การเล่าเรื่องสลับมุมมองไปมาทำให้ผู้ชมถูกบีบให้ต้องทำความเข้าใจทั้งสองฝ่าย เห็นความเจ็บปวดที่ผลักดันการกระทำของแต่ละคน และตระหนักว่าเส้นแบ่งระหว่างความถูกผิดนั้นเลือนลางเพียงใด
อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้จังหวะการเล่าเรื่องที่เนิบช้าเพื่อขยี้อารมณ์ในบางช่วง ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่าเนื้อเรื่องมีความคล้ายคลึงกับ “teen drama” ที่เน้นความสัมพันธ์ส่วนตัวและความขัดแย้งทางอารมณ์ของวัยรุ่นมากเกินไป จนอาจทำให้ความตึงเครียดของการเอาชีวิตรอดในโลกดิสโทเปียลดลงไปบ้าง การที่ซีรีส์มุ่งเน้นไปที่ความโหดร้ายของมนุษย์ต่อมนุษย์มากกว่าภัยคุกคามจากผู้ติดเชื้อ อาจทำให้ผู้ชมที่คาดหวังแอ็คชั่นสไตล์ซอมบี้ต้องปรับความคาดหวังใหม่
“ในเส้นทางของการล้างแค้น สิ่งที่เราสูญเสียไปอาจไม่ใช่แค่ศัตรู แต่อาจเป็นตัวตนของเราเอง”
การแสดงและตัวละคร: บาดแผลที่ส่งผ่านการแสดง
เบลล่า แรมซีย์ (Bella Ramsey) ในบท เอลลี่ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพัฒนาการทางการแสดงที่ก้าวกระโดด เธอต้องถ่ายทอดตัวละครที่เปลี่ยนจากเด็กสาวผู้เปราะบางไปสู่หญิงสาวที่ถูกความแค้นครอบงำ แววตาที่ว่างเปล่าและความเกรี้ยวกราดที่ปะทุออกมาเป็นระยะคือสิ่งที่ตรึงผู้ชมไว้กับเรื่องราว แม้ว่าตัวละครของเธอจะกระทำการที่น่ากังขามากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม
ในขณะเดียวกัน แม้ว่าบทบาทของ เปโดร ปาสคาล (Pedro Pascal) ในบท โจเอล จะมีน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญตามเนื้อเรื่องต้นฉบับ แต่ทุกฉากที่เขาปรากฏตัว (โดยเฉพาะในฉากย้อนอดีต) กลับยิ่งทวีความสำคัญและสร้างผลกระทบทางอารมณ์ได้อย่างมหาศาล ความสัมพันธ์พ่อ-ลูกบุญธรรมที่ถูกขยายความให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น กลายเป็นบาดแผลที่คอยหลอกหลอนเอลลี่และเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเธอตลอดทั้งซีซั่น การแสดงของทั้งสองยังคงเป็นเคมีที่ทรงพลังและน่าเศร้าใจที่สุดของเรื่อง
งานสร้างและองค์ประกอบศิลป์: โลกที่ล่มสลายแต่สมจริง
งานสร้างของ HBO ยังคงรักษามาตรฐานระดับสูงได้อย่างไม่มีที่ติ ซีซั่น 2 นำเสนอภาพของโลกหลังการล่มสลายที่ดูสมจริงและน่าหดหู่ยิ่งกว่าเดิม ฉากเมืองซีแอตเทิลที่รกร้างและถูกธรรมชาติทวงคืนถูกสร้างขึ้นอย่างละเอียดลออ การออกแบบงานศิลป์และฉากต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งของกลุ่มผู้รอดชีวิตที่แตกต่างกันได้อย่างชัดเจน การกำกับภาพยังคงยอดเยี่ยม สามารถสร้างบรรยากาศที่กดดันและอึดอัดได้ในฉากต่อสู้ที่ต้องเอาชีวิตรอด ในขณะเดียวกันก็สามารถจับภาพความงามอันเงียบสงบของโลกที่ไร้มนุษย์ได้เช่นกัน ดนตรีประกอบโดย กุสตาโว ซานตาโอลัลยา (Gustavo Santaolalla) ยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างอารมณ์โหยหาและสะเทือนใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ฉากเด่นที่น่าจดจำ: เสียงสะท้อนในความเงียบ
หนึ่งในฉากที่น่าจะถูกพูดถึงมากที่สุด คือฉากที่เอลลี่ลอบเร้นเข้าไปในโรงละครร้างกลางเมืองซีแอตเทิลเพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูคนสำคัญ ความตึงเครียดไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากการต่อสู้ที่ดุเดือด แต่มาจากความเงียบที่น่าอึดอัด เสียงลมที่พัดผ่านม่านเวทีที่ขาดวิ่น เสียงหยดน้ำที่ก้องกังวาน และเสียงฝีเท้าของเอลลี่ที่ย่ำไปบนเศษซาก ทุกองค์ประกอบถูกใช้เพื่อสร้างบรรยากาศของการล่าที่ผู้ล่าและผู้ถูกล่าอาจสลับตำแหน่งกันได้ทุกวินาที ฉากนี้ไม่ได้แสดงให้เห็นแค่ทักษะการเอาตัวรอดของเอลลี่ แต่ยังสะท้อนถึงสภาพจิตใจที่ว่างเปล่าและโดดเดี่ยวของเธอ เป็นความเงียบที่ดังกว่าเสียงปืนใดๆ และเป็นภาพแทนของจิตวิญญาณที่กำลังพังทลายลงจากภายใน
การสำรวจสองมุมมอง: เอลลี่ vs. แอบบี้
ความท้าทายที่สุดของซีซั่น 2 คือการบังคับให้ผู้ชมต้องมองโลกผ่านสายตาของตัวละครที่ตนอาจเกลียดชัง ตารางด้านล่างนี้เปรียบเทียบแรงจูงใจและการเดินทางของเอลลี่และแอบบี้ ซึ่งเป็นแกนกลางของความขัดแย้งในเรื่อง
| องค์ประกอบ | เอลลี่ (Ellie) | แอบบี้ (Abby) |
|---|---|---|
| แรงจูงใจหลัก | ล้างแค้นให้กับการสูญเสียโจเอล ซึ่งเปรียบเสมือนพ่อ | ล้างแค้นให้กับการสูญเสียพ่อของตนเองจากการกระทำของโจเอล |
| เส้นทางการเดินทาง | ถูกขับเคลื่อนด้วยความโกรธเกรี้ยวและบาดแผลทางใจ สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปทีละน้อย | เริ่มต้นด้วยการล้างแค้น แต่ต่อมาได้พบเส้นทางแห่งการไถ่บาปผ่านการปกป้องผู้อื่น |
| ผลกระทบต่อคนรอบข้าง | การเดินทางของเธอทำให้เพื่อนและคนรักต้องตกอยู่ในอันตรายและเจ็บปวด | การกระทำของเธอสร้างวงจรความแค้นใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างสายสัมพันธ์ใหม่ขึ้นมา |
| คำถามเชิงศีลธรรม | การล้างแค้นคุ้มค่ากับการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างหรือไม่? | มนุษย์สามารถหลุดพ้นจากอดีตและเริ่มต้นใหม่ได้จริงหรือ? |
สิ่งที่น่าชื่นชมและประเด็นที่น่าขบคิด
สิ่งที่น่าชื่นชม
- การแสดงที่ทรงพลัง: นักแสดงทุกคน โดยเฉพาะเบลล่า แรมซีย์ สามารถถ่ายทอดอารมณ์ที่ซับซ้อนและเจ็บปวดของตัวละครออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
- ความซื่อตรงต่อต้นฉบับ: ซีรีส์มีความกล้าหาญที่จะนำเสนอประเด็นที่หนักหน่วงและเป็นที่ถกเถียงของเกมต้นฉบับโดยไม่ลดทอนความรุนแรงทางอารมณ์
- งานสร้างคุณภาพสูง: การกำกับภาพ, เสียง, และดนตรีประกอบยังคงเป็นเลิศ สร้างโลกที่น่าเชื่อถือและชวนดื่มด่ำ
ประเด็นที่น่าขบคิด
- จังหวะการเล่าเรื่อง: การดำเนินเรื่องที่ช้าในบางช่วงอาจไม่ถูกใจผู้ชมที่คาดหวังแอ็คชั่นที่รวดเร็ว และอาจทำให้รู้สึกเหมือนเป็นดราม่าที่ยืดเยื้อ
- ความเห็นอกเห็นใจที่ถูกท้าทาย: การบังคับให้ผู้ชมต้องติดตามมุมมองของแอบบี้อาจเป็นเรื่องยากสำหรับแฟนๆ ที่ผูกพันกับโจเอลและเอลลี่อย่างลึกซึ้ง
- ความมืดมนของเนื้อหา: ธีมที่หนักอึ้งและสิ้นหวังอาจทำให้ผู้ชมรู้สึกหดหู่และเหนื่อยล้าทางอารมณ์ได้
บทสรุป: การเดินทางสู่ใจกลางความมืดของมนุษย์
โดยสรุปแล้ว รีวิว The Last of Us ซีซั่น 2 บทใหม่แห่งการล้างแค้น ไม่ใช่ซีรีส์เพื่อความบันเทิงที่ดูง่าย หากแต่เป็นงานศิลปะที่ท้าทายและเรียกร้องการมีส่วนร่วมทางความคิดและอารมณ์จากผู้ชมอย่างสูง มันคือการสำรวจธรรมชาติของความรุนแรง ความเห็นอกเห็นใจ และความเป็นไปได้ของการให้อภัยในโลกที่ทุกอย่างพังทลาย แม้ว่าจะมีจุดที่น่าถกเถียงในเรื่องของจังหวะการเล่าเรื่อง แต่ความกล้าหาญในการนำเสนอประเด็นที่ซับซ้อนและการแสดงที่น่าจดจำ ทำให้ซีซั่นนี้เป็นผลงานที่ทรงพลังและจะยังคงอยู่ในใจของผู้ชมไปอีกนาน
คะแนน
ผลงานที่กล้าหาญและบีบคั้นหัวใจ แม้จะสะดุดในด้านจังหวะไปบ้าง แต่ความลึกของตัวละครและประเด็นที่นำเสนอทำให้มันเป็นภาคต่อที่ควรค่าแก่การดู สำหรับผู้ที่พร้อมจะดำดิ่งไปในความมืดมิดของจิตใจมนุษย์
คำแนะนำ
ซีรีส์นี้เหมาะสำหรับผู้ชมที่ชื่นชอบดราม่าเชิงจิตวิทยาที่เข้มข้น แฟนของเกมต้นฉบับที่ต้องการเห็นการตีความในรูปแบบคนแสดง และผู้ที่มองหาเรื่องราวที่กระตุ้นให้เกิดการขบคิดเกี่ยวกับศีลธรรมและความเป็นมนุษย์ ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแอ็คชั่นที่รวดเร็วหรือเรื่องราวที่ให้ความรู้สึกดีและเปี่ยมด้วยความหวัง
ในโลกที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์, การล้างแค้นคือความยุติธรรมรูปแบบหนึ่ง หรือเป็นเพียงโซ่ตรวนที่ผูกมัดเราไว้กับความเจ็บปวดไม่สิ้นสุด?
