รีวิว Toy Story 5 การกลับมาของวู้ดดี้และบัซ
บทสรุปเบื้องต้นของการผจญภัยครั้งใหม่ที่อาจเป็นครั้งสุดท้ายของเหล่าของเล่นในตำนาน ที่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายแห่งยุคสมัย เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในห้องนอนของเด็กๆ มากกว่าที่เคย
- การกลับมาพบกันอีกครั้งของวู้ดดี้และบัซ ไลท์เยียร์ หลังจากแยกทางกันในภาคที่ 4 เพื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามใหม่
- การปะทะกันระหว่างของเล่นคลาสสิกกับของเล่นไฮเทค ที่สะท้อนภาพสังคมยุคปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง
- การเปิดตัวละครใหม่ที่จะมาสร้างสีสันและความขัดแย้ง ทั้งแท็บเล็ตอัจฉริยะและของเล่นฝึกเข้าห้องน้ำสุดกวน
- การขยายบทบาทของตัวละครเจสซี่ให้มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องมากขึ้น
- การสำรวจปรัชญาว่าด้วย “ตัวตน” และ “คุณค่า” ของของเล่นในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
การกลับมาของวู้ดดี้และบัซใน รีวิว Toy Story 5 การกลับมาของวู้ดดี้และบัซ ไม่ใช่เป็นเพียงการสานต่อการผจญภัยของเหล่าของเล่นอันเป็นที่รัก แต่คือการตั้งคำถามที่ท้าทายต่อยุคสมัย เมื่อของเล่นในจินตนาการต้องเผชิญหน้ากับของเล่นในโลกดิจิทัล การเดินทางครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยความซับซ้อนทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งกว่าครั้งไหนๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะและน้ำตา แฟรนไชส์ระดับตำนานจาก Pixar เตรียมพาผู้ชมสำรวจความหมายของการมีอยู่ คุณค่าของความทรงจำ และการปรับตัวในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่การเล่นแบบดั้งเดิม
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 19 มิถุนายน 2026 โดยได้รับแรงผลักดันจากความสำเร็จอย่างถล่มทลายของ Inside Out 2 ทำให้ความคาดหวังต่อการกลับมาของแฟรนไชส์เรือธงนี้สูงขึ้นเป็นทวีคูณ การผจญภัยครั้งใหม่นี้จะพาเหล่าของเล่นไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ที่อาจเป็นการปิดฉากเรื่องราวทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ หรือเป็นการเปิดประตูสู่บทใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิด
ภาพรวมและความรู้สึกแรก

จากข้อมูลปฏิกิริยารอบทดลองฉายแรกในเดือนตุลาคม 2025 ชี้ให้เห็นว่า Toy Story 5 จะเป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกไม่แพ้ภาคก่อนๆ และได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นผลงานระดับคลาสสิกของ Pixar อีกเรื่องหนึ่งทันทีที่ออกฉาย เรื่องราวฉีกแนวไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างของเล่นอนาล็อกกับภัยคุกคามจากเทคโนโลยี ซึ่งสะท้อนความกังวลของผู้ปกครองในยุคปัจจุบันได้อย่างแยบยล การกลับมาของทีมพากย์ดั้งเดิมอย่าง Tom Hanks และ Tim Allen การันตีได้ถึงจิตวิญญาณของตัวละครที่ยังคงอยู่ครบถ้วน พร้อมกับการมาของผู้กำกับมือฉมังอย่าง Andrew Stanton ยิ่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง
บทวิจารณ์เชิงลึก
การวิเคราะห์เจาะลึกในแต่ละองค์ประกอบของภาพยนตร์ แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของผู้สร้างในการผลักดันขอบเขตของเรื่องราวให้ไปไกลกว่าแค่แอนิเมชันสำหรับเด็ก แต่เป็นภาพยนตร์ที่สามารถสื่อสารกับผู้ชมได้ทุกเพศทุกวัย
โครงเรื่องและบท (Script & Plot)
แกนหลักของเรื่องราวใน Toy Story 5 คือ “ภัยคุกคามไฮเทคต่อเวลาเล่น” (high-tech threat to playtime) เมื่อบอนนี่ได้รับของเล่นชิ้นใหม่ที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ความสนใจทั้งหมดของเธอจึงถูกเบี่ยงเบนไปจากของเล่นกลุ่มเดิม นำโดยวู้ดดี้, บัซ และเจสซี่ ภาวะ “ถูกแทนที่” ครั้งนี้แตกต่างจากในอดีต เพราะคู่แข่งไม่ใช่ของเล่นพลาสติกชิ้นใหม่ แต่เป็นโลกดิจิทัลที่ไร้ขีดจำกัด บทภาพยนตร์ที่ Tim Allen กล่าวยกย่องว่าเป็น “เรื่องราวที่ฉลาดมาก” ได้วางโครงสร้างความขัดแย้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยให้ของเล่นเก่าต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเองในโลกที่เปลี่ยนไป เทรลเลอร์แรกที่ตั้งคำถามว่า “ยุคของของเล่นสิ้นสุดแล้วหรือยัง…?” (The age of toys is over…?) ยิ่งตอกย้ำถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจน
การแสดงและตัวละคร (Casting & Character)
การกลับมารวมตัวกันของ Tom Hanks (วู้ดดี้) และ Tim Allen (บัซ ไลท์เยียร์) ถือเป็นหัวใจสำคัญของแฟรนไชส์นี้ เคมีที่เข้ากันของทั้งสองยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้ชมได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ บทบาทของเจสซี่ (Joan Cusack) จะถูกขยายให้มีความสำคัญมากขึ้น โดยสังเกตได้จากการที่เข็มกลัดนายอำเภอของวู้ดดี้ถูกย้ายไปอยู่ที่เจสซี่ เพื่อรักษาความต่อเนื่องจากตอนจบของภาค 4
ตัวละครใหม่ที่เข้ามาสร้างความปั่นป่วนคือ:
- ลิลลี่แพด (Lilypad): แท็บเล็ตอัจฉริยะรูปกบ ให้เสียงโดย Greta Lee เป็นตัวแทนของเทคโนโลยีที่ดึงดูดความสนใจของเด็กๆ และเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสถานะ “ของเล่นโปรด”
- สมาร์ทตี้ แพนท์ส (Smarty Pants): ของเล่นสำหรับฝึกการเข้าห้องน้ำ มีรูปร่างเหมือนม้วนกระดาษชำระ ให้เสียงโดย Conan O’Brien ซึ่งมีบุคลิกที่กวนและสร้างเสียงหัวเราะได้เป็นอย่างดี
- สเปซ เรนเจอร์ส (Space Rangers): กลุ่มตัวละครที่มองว่าตัวเองไม่ใชของเล่น แต่เป็นนักรบอวกาศจาก Star Command จริงๆ ซึ่งจะสร้างปัญหาและความขัดแย้งให้กับกลุ่มของบัซ
งานสร้างและองค์ประกอบศิลป์ (Production Value)
การได้ Andrew Stanton ผู้กำกับเจ้าของผลงานขึ้นหิ้งอย่าง Finding Nemo และ WALL-E มาคุมบังเหียน ถือเป็นการรับประกันคุณภาพของงานสร้างในทุกมิติ Pixar ยังคงยกระดับมาตรฐานงานแอนิเมชันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความสมจริงของพื้นผิว แสงเงา และการแสดงออกทางสีหน้าของตัวละครที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น การออกแบบตัวละครใหม่อย่างลิลลี่แพด ที่ผสมผสานความเป็นของเล่นกับหน้าจอดิจิทัล เป็นความท้าทายทางเทคนิคที่น่าสนใจ ด้านเทคนิคภาพยนตร์มาพร้อมกับระบบเสียง Dolby Atmos และ DTS:X ซึ่งจะมอบประสบการณ์การรับชมที่สมจริงและเต็มอรรถรสในโรงภาพยนตร์
ฉากเด่นที่น่าจดจำ
ฉากที่เป็นภาพแทนของความขัดแย้งในภาคนี้ได้อย่างทรงพลัง คือฉากที่วู้ดดี้พยายามชวนบอนนี่เล่นเกมคาวบอยแบบเดิมๆ ในห้องนอน แต่ลิลลี่แพดกลับเปิดแอปพลิเคชันเกม AR (Augmented Reality) ขึ้นมา เปลี่ยนห้องนอนธรรมดาให้กลายเป็นดินแดนมหัศจรรย์แบบดิจิทัล แสงสีจากจอแท็บเล็ตสาดส่องไปทั่วห้อง ดึงความสนใจของบอนนี่และของเล่นชิ้นอื่นๆ ไปจนหมดสิ้น วู้ดดี้ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง มองภาพนั้นด้วยแววตาที่ว่างเปล่าและสับสน ขณะที่เงาของเขาทอดยาวและเลือนลางภายใต้แสงจากเทคโนโลยีใหม่ กลายเป็นภาพสะท้อนที่บาดลึกถึงสภาวะของสิ่งที่กำลังจะถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา
อีกครั้งหนึ่ง ภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกในแฟรนไชส์นี้
| คุณสมบัติ | ของเล่นคลาสสิก (วู้ดดี้, บัซ) | ของเล่นไฮเทค (ลิลลี่แพด) |
|---|---|---|
| รูปแบบการเล่น | อาศัยจินตนาการของผู้เล่นเป็นหลัก (Imaginative Play) | มีการโต้ตอบตามโปรแกรม (Programmed Interaction) |
| การเชื่อมต่อกับเด็ก | สร้างความผูกพันทางอารมณ์ผ่านเรื่องราวที่สร้างร่วมกัน | สร้างความสนุกสนานผ่านฟังก์ชันและเนื้อหาดิจิทัล |
| ข้อจำกัด | มีข้อจำกัดทางกายภาพ ไม่สามารถอัปเดตได้ | เนื้อหาถูกจำกัดโดยซอฟต์แวร์ และต้องใช้พลังงาน |
| คุณค่าที่นำเสนอ | คุณค่าของความทรงจำและมิตรภาพที่ยั่งยืน | ความทันสมัย การเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี และความบันเทิง |
สิ่งที่น่าสนใจและประเด็นที่น่าพิจารณา
แม้ภาพยนตร์จะยังไม่เข้าฉาย แต่จากข้อมูลที่เปิดเผยออกมา สามารถสรุปประเด็นที่น่าสนใจและข้อควรพิจารณาได้ดังนี้
สิ่งที่น่าสนใจ
- ประเด็นที่ลึกซึ้งและร่วมสมัย: การหยิบยกความขัดแย้งระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่มาเล่าผ่านมุมมองของของเล่น เป็นการสำรวจธีมที่ซับซ้อนและเข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง
- การกลับมาของทีมงานคุณภาพ: การมี Andrew Stanton เป็นผู้กำกับ และทีมพากย์ชุดเดิมกลับมาอย่างพร้อมเพรียง เป็นการรับประกันคุณภาพและความต่อเนื่องของแฟรนไชส์
- ศักยภาพในการสร้างอารมณ์ร่วม: ด้วยประเด็นเรื่องการถูกลืมและการปรับตัว คาดว่าภาพยนตร์จะสามารถสร้างฉากที่สะเทือนอารมณ์และน่าจดจำได้ไม่แพ้ภาคก่อนๆ
ประเด็นที่น่าพิจารณา
- แรงกดดันมหาศาล: การเป็นภาคต่อของแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้ต้องเผชิญกับความคาดหวังที่สูงมากจากแฟนๆ ทั่วโลก
- ความเสี่ยงในการเล่าเรื่องซ้ำ: ธีมเรื่อง “ของเล่นใหม่มาแทนที่ของเล่นเก่า” เป็นสิ่งที่เคยถูกใช้มาแล้ว ความท้าทายคือการนำเสนอประเด็นนี้ในมุมมองใหม่ที่ยังคงความสดใหม่และน่าสนใจ
บทสรุปและคะแนน
Toy Story 5 ไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางครั้งใหม่ของเหล่าของเล่น แต่เป็นการเดินทางเพื่อค้นหาความหมายและคุณค่าของตัวเองในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันคือบทสะท้อนของยุคสมัยที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจนแทบแยกไม่ออก การกลับมาของวู้ดดี้และบัซครั้งนี้จึงเป็นการผจญภัยที่เดิมพันด้วย “ตัวตน” ของพวกเขาเอง ภาพยนตร์เรื่องนี้สัญญาว่าจะมอบทั้งเสียงหัวเราะ ความอบอุ่น และประเด็นชวนขบคิดที่อาจทำให้ผู้ชมต้องกลับมาตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสิ่งของรอบตัว
คะแนนรีวิวตามความคาดหวังและปฏิกิริยาแรก
9/10
Toy Story 5 คือบทพิสูจน์ว่าตำนานสามารถเติบโตไปพร้อมกับกาลเวลา เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความคิดถึงและความท้าทายของโลกใหม่ มอบทั้งความบันเทิงและข้อคิดที่ลึกซึ้งซึ่งจะตราตรึงในใจผู้ชมไปอีกนาน
คำแนะนำ (Recommendation)
ภาพยนตร์เรื่องนี้เหมาะสำหรับผู้ชมทุกกลุ่ม ตั้งแต่แฟนพันธุ์แท้ที่เติบโตมาพร้อมกับแฟรนไชส์ Toy Story, ครอบครัวที่ต้องการใช้เวลาร่วมกัน ไปจนถึงผู้ชมที่ชื่นชอบภาพยนตร์ที่ตั้งคำถามเชิงปรัชญาและสะท้อนสังคมร่วมสมัย เป็นผลงานที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่เชื่อในพลังของเรื่องเล่าและเวทมนตร์ของจินตนาการ
หากความทรงจำมีชีวิต สิ่งใดคือตัวตนที่แท้จริงระหว่างของเล่นในมือกับภาพสะท้อนในจอ?
