รีวิว Succession: สงครามชิงอำนาจที่เดือดที่สุดในตระกูล Roy
ท่ามกลางซีรีส์ดราม่ามากมายที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมา มีเพียงไม่กี่เรื่องที่สามารถจับจ้องไปที่แก่นแท้ของอำนาจ ความมั่งคั่ง และความวิบัติของสายสัมพันธ์ในครอบครัวได้อย่างเฉียบคมเท่ากับ Succession ซีรีส์จาก HBO เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงละครชีวิตของมหาเศรษฐี แต่เป็นกระจกสะท้อนสังคมที่ส่องให้เห็นความเปราะบางของมนุษย์เมื่อถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแห่งความคาดหวังและมรดกทางอำนาจ
ประเด็นสำคัญที่ไม่ควรพลาด

- บทสนทนาชั้นครู: บทละครที่เต็มไปด้วยไหวพริบ การเสียดสี และความตึงเครียดทางอารมณ์ ซึ่งถูกยกย่องว่ามีความลุ่มลึกเทียบเท่าบทละครเชกสเปียร์ยุคใหม่
- การแสดงอันทรงพลัง: ทีมนักแสดงถ่ายทอดความซับซ้อนของตัวละครที่ทั้งน่าสมเพชและน่าเกรงขามออกมาได้อย่างไร้ที่ติ สร้างมิติให้กับเรื่องราวได้อย่างน่าทึ่ง
- การวิพากษ์สังคมทุนนิยม: ซีรีส์เจาะลึกและเสียดสีวัฒนธรรมของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนได้อย่างเจ็บแสบ แสดงให้เห็นว่าอำนาจและเงินตราสามารถบิดเบือนคุณค่าความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร
- เทคนิคการถ่ายทำที่เป็นเอกลักษณ์: การใช้มุมกล้องแบบ Handheld และการซูมแบบฉับพลัน สร้างความรู้สึกสมจริงราวกับผู้ชมกำลังแอบสังเกตการณ์เหตุการณ์อยู่
ภาพรวมและความรู้สึกแรก
Succession เปิดฉากด้วยเรื่องราวของตระกูล Roy เจ้าของอาณาจักรสื่อและความบันเทิงระดับโลก Waystar Royco เมื่อ โลแกน รอย (Logan Roy) ผู้เป็นพ่อและประธานบริษัทผู้ทรงอำนาจ ประสบปัญหาสุขภาพอย่างกะทันหัน สงครามเย็นที่คุกรุ่นอยู่ภายในครอบครัวจึงปะทุขึ้น กลายเป็นสมรภูมิที่ลูกๆ ทั้งสี่คน ได้แก่ เคนดัลล์ (Kendall), ชิฟ (Shiv), โรมัน (Roman) และคอนเนอร์ (Connor) ต้องห้ำหั่นกันเองและต่อสู้กับอำนาจของผู้เป็นพ่อ เพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์ ความรู้สึกแรกที่ได้รับคือความอึดอัดจากบรรยากาศที่ตึงเครียด แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกทึ่งไปกับความซับซ้อนของตัวละครและบทสนทนาที่คมคายจนไม่อาจละสายตาได้
บทวิจารณ์เชิงลึก
การจะเข้าใจเสน่ห์ของ Succession ต้องมองลึกลงไปมากกว่าแค่พล็อตเรื่องการแย่งชิงมรดก แต่ต้องวิเคราะห์ผ่านองค์ประกอบต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นผลงานชิ้นเอก
โครงเรื่องและบท (Script & Plot)
หัวใจสำคัญของซีรีส์เรื่องนี้คือบทภาพยนตร์ที่เขียนโดย เจสซี อาร์มสตรอง และทีมงาน บทสนทนาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ขับเคลื่อนเรื่องราวไปข้างหน้า แต่ยังเป็นเครื่องมือในการเปิดเปลือยบาดแผล ความไม่มั่นคง และแรงขับลึกๆ ภายในจิตใจของตัวละครทุกตัว ภาษาที่ใช้เต็มไปด้วยการเสียดสี ประชดประชัน และความตลกร้าย (Dark Comedy) ที่ทำให้สถานการณ์อันน่าเศร้ากลายเป็นเรื่องน่าขันได้อย่างน่าประหลาด โครงเรื่องในซีซันแรกอาจดำเนินไปอย่างเชื่องช้าเพื่อปูพื้นฐานและสร้างความสัมพันธ์ของตัวละคร แต่เมื่อเข้าสู่ซีซันที่สองเป็นต้นไป ความขัดแย้งจะทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทุกการตัดสินใจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง และทุกฉากจบลงด้วยความรู้สึกที่ค้างคา ชวนให้ติดตามตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ
“Succession ไม่ได้เล่าเรื่องของคนรวย แต่เล่าเรื่องของ ‘นักโทษ’ ในกรงทองที่สร้างขึ้นเอง บัลลังก์ที่ทุกคนแย่งชิง อาจเป็นเพียงคุกที่หรูหราที่สุดในโลก”
การแสดงและตัวละคร (Casting & Character)
Succession คือบทพิสูจน์ของคำว่า Ensemble Cast ที่สมบูรณ์แบบ นักแสดงทุกคนสวมบทบาทของตนได้อย่างไร้ที่ติ ไบรอัน ค็อกซ์ (Brian Cox) ในบท โลแกน รอย คือศูนย์กลางของจักรวาลที่ทั้งน่าเกรงขามและน่าชิงชังในเวลาเดียวกัน ขณะที่ เจเรมี สตรอง (Jeremy Strong) ในบท เคนดัลล์ รอย ถ่ายทอดความเจ็บปวดของผู้ที่พยายามจะพิสูจน์ตัวเองเพื่อหนีจากเงาของผู้เป็นพ่อได้อย่างน่าเห็นใจและน่าสมเพชไปพร้อมกัน ตัวละครสมทบอย่าง ชิฟ (ซาราห์ สนุก), โรมัน (เคียแรน คัลกิน) หรือแม้แต่ ทอม (แมทธิว แม็กฟาเดียน) และ เกร็ก (นิโคลัส บรอน) ต่างก็มีมิติที่ซับซ้อนและน่าจดจำ แต่ละตัวละครล้วนมีพฤติกรรมที่ “น่ารังเกียจ” (Asshole Behavior) ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมบางส่วนรู้สึกไม่สบายใจ แต่นั่นคือความตั้งใจของซีรีส์ที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงผลกระทบของอำนาจที่กัดกร่อนจิตวิญญาณ
งานสร้างและองค์ประกอบศิลป์ (Production Value)
เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดในงานสร้างคือเทคนิคการถ่ายทำ การใช้มุมกล้องแบบถือด้วยมือ (Handheld) และการซูมเข้า-ออกอย่างรวดเร็ว (Snap Zoom) สร้างความรู้สึกเหมือนกำลังชมสารคดีหรือแอบมองเหตุการณ์ส่วนตัวของครอบครัวนี้อยู่จริง มันทำลายกำแพงระหว่างเรื่องแต่งกับความจริง ทำให้ผู้ชมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่ตึงเครียดนั้นๆ ฉากหลังที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ไม่ว่าจะเป็นเพนต์เฮาส์ใจกลางนิวยอร์ก เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว หรือเรือยอชต์ลำยักษ์ ล้วนทำหน้าที่เป็นฉากที่ตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับความสัมพันธ์ที่ผุพังและว่างเปล่าของตัวละคร ดนตรีประกอบโดย นิโคลัส บริเทลล์ ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ผสมผสานดนตรีคลาสสิกเข้ากับจังหวะฮิปฮอป สะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่ที่ปรากฏในเรื่องได้อย่างลงตัว
| องค์ประกอบ | การวิเคราะห์ | คะแนน (เต็ม 10) |
|---|---|---|
| โครงเรื่องและบท | บทสนทนาเฉียบคม มีความลุ่มลึกทางปรัชญาและจิตวิทยา โครงเรื่องซับซ้อนและคาดเดายาก | 10 |
| การแสดงและตัวละคร | ทีมนักแสดงระดับแนวหน้า ถ่ายทอดตัวละครที่มีมิติซับซ้อนได้อย่างสมจริงและน่าเชื่อถือ | 10 |
| งานสร้างและเทคนิค | การกำกับภาพและมุมกล้องมีเอกลักษณ์ สร้างบรรยากาศที่สมจริงและกดดัน ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม | 9.5 |
| ความบันเทิงและผลกระทบ | เป็นซีรีส์ที่ต้องใช้สมาธิในการชม แต่ให้ผลตอบแทนเป็นความบันเทิงเชิงปัญญาและการวิพากษ์สังคมที่ลึกซึ้ง | 9.0 |
ฉาก/ไฮไลต์ที่น่าจดจำ
หากจะกล่าวถึงฉากที่ตราตรึงใจโดยไม่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ คงหนีไม่พ้นฉากอาหารค่ำของตระกูล Roy ในหลายๆ โอกาส โต๊ะอาหารที่ควรจะเป็นพื้นที่ของความอบอุ่นกลับกลายเป็นสมรภูมิรบทางจิตวิทยาที่เต็มไปด้วยคำพูดเชือดเฉือนและการต่อรองทางธุรกิจอย่างเลือดเย็น อีกฉากหนึ่งคือการประชุมบอร์ดบริหารที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ซึ่งการตัดสินใจเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลกระทบต่ออาณาจักร Waystar ทั้งหมด ฉากเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงแก่นของซีรีส์ได้อย่างชัดเจนว่า ในโลกของพวกเขา ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างเรื่องส่วนตัวและเรื่องธุรกิจ ทุกความสัมพันธ์คือการลงทุน และทุกการกระทำคือการเดิมพัน
สิ่งที่ชอบและไม่ชอบ
สิ่งที่ชอบ
- ความลุ่มลึกของบท: ทุกบทสนทนามีความหมายซ่อนเร้น ทุกการกระทำมีแรงจูงใจที่ซับซ้อน ทำให้การชมในแต่ละครั้งค้นพบรายละเอียดใหม่ๆ เสมอ
- การพัฒนาตัวละคร: ตัวละครไม่มีใครดีสุดขั้วหรือเลวสุดขีด ทุกคนมีเหตุผลในการกระทำของตนเอง และมีการเปลี่ยนแปลงที่สมเหตุสมผลตลอดทั้งเรื่อง
- การวิพากษ์อย่างชาญฉลาด: ซีรีส์ไม่ได้ตัดสินตัวละคร แต่ปล่อยให้ผู้ชมได้ขบคิดถึงประเด็นเรื่องศีลธรรม อำนาจ และความหมายของความสำเร็จด้วยตนเอง
สิ่งที่ไม่ชอบ
- จังหวะการเล่าเรื่องในช่วงแรก: ซีซันแรกใช้เวลาในการปูพื้นตัวละครค่อนข้างนาน ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมที่ชอบความรวดเร็วรู้สึกว่าเรื่องดำเนินไปช้า
- ความหดหู่ของเนื้อหา: ด้วยโทนเรื่องที่เป็นตลกร้ายและเต็มไปด้วยพฤติกรรมที่บิดเบี้ยวของตัวละคร อาจทำให้ผู้ชมบางกลุ่มรู้สึกอึดอัดหรือหดหู่ได้
บทสรุปและคะแนน
บทสรุปของ รีวิว Succession: สงครามชิงอำนาจที่เดือดที่สุดในตระกูล Roy คือนี่ไม่ใช่แค่ซีรีส์ดราม่า แต่เป็นวรรณกรรมร่วมสมัยในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวที่สำรวจจิตใจมนุษย์ภายใต้แรงกดดันของความมั่งคั่งและอำนาจได้อย่างถึงแก่น มันคือการเดินทางที่ชวนอึดอัดแต่ก็งดงามในเชิงศิลปะการเล่าเรื่อง เป็นผลงานที่บังคับให้ผู้ชมต้องตั้งคำถามกับโครงสร้างทางสังคมและคุณค่าที่ยึดถือ เป็นซีรีส์ที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่มองหาความบันเทิงที่กระตุ้นความคิดและทิ้งตะกอนบางอย่างไว้ในใจหลังดูจบ
คะแนน (Score)
ผลงานมาสเตอร์พีซที่นิยามซีรีส์ดราม่าแห่งยุคสมัย ด้วยบทที่เฉียบคม การแสดงที่ทรงพลัง และการวิพากษ์สังคมอย่างถึงแก่น
คำแนะนำ (Recommendation)
ซีรีส์เรื่องนี้เหมาะสำหรับ:
- ผู้ชมที่ชื่นชอบซีรีส์ดราม่าเชิงจิตวิทยาที่เน้นตัวละครและบทสนทนาที่ลึกซึ้ง
- ผู้ที่สนใจการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางสังคม การเมือง และโครงสร้างอำนาจในโลกทุนนิยม
- แฟนๆ ของซีรีส์ที่มีบทพูดคมคายและตลกร้าย เช่น The Thick of It หรือ Veep
อาจไม่เหมาะสำหรับผู้ชมที่มองหาความบันเทิงที่ผ่อนคลายหรือเรื่องราวที่ให้แรงบันดาลใจเชิงบวก
เมื่ออำนาจสามารถซื้อได้ทุกสิ่ง สิ่งสุดท้ายที่มนุษย์ยังคงโหยหาคืออะไร?
