รีวิว The Last of Us ซีรีส์จากเกมที่ทำลายทุกคำสาป
ซีรีส์ที่ดัดแปลงจากวิดีโอเกมมักเผชิญกับ “คำสาป” ที่ยากจะทำลาย ทั้งความคาดหวังของแฟนเกมต้นฉบับและการปรับเนื้อหาให้เข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ แต่การมาถึงของ The Last of Us บน HBO GO ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่สั่นสะเทือนวงการ ด้วยการเคารพต้นฉบับอย่างลึกซึ้ง พร้อมขยายมิติทางอารมณ์ของตัวละครและโลกที่ล่มสลายให้สมจริงยิ่งขึ้น จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในการดัดแปลงเกมที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ภาพรวมและความรู้สึกแรก

รีวิว The Last of Us ซีรีส์จากเกมที่ทำลายทุกคำสาปนี้ จะพาไปสำรวจการเดินทางข้ามอเมริกาในโลกหลังหายนะของโจเอล ชายผู้สูญเสียทุกอย่าง และเอลลี่ เด็กสาวผู้เป็นกุญแจสำคัญแห่งความหวังของมนุษยชาติ ท่ามกลางซากปรักหักพังที่เต็มไปด้วยผู้ติดเชื้อรากลายพันธุ์และผู้รอดชีวิตที่อันตรายยิ่งกว่า ซีรีส์ไม่ได้นำเสนอเพียงการเอาชีวิตรอดสุดระทึก แต่เจาะลึกไปถึงแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ ความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นจากความเจ็บปวด และการตัดสินใจทางศีลธรรมที่พร่าเลือนเส้นแบ่งระหว่างความดีและความชั่วร้าย
บทวิจารณ์เชิงลึก
The Last of Us ไม่ใช่แค่การนำเรื่องราวจากเกมมาสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหว แต่เป็นการตีความและขยายความอย่างชาญฉลาด ทุกองค์ประกอบตั้งแต่บทภาพยนตร์ การแสดง ไปจนถึงงานสร้าง ล้วนถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อขับเน้นแก่นเรื่องที่ทรงพลังของเกมต้นฉบับให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
โครงเรื่องและบท (Script & Plot)
จุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดของซีรีส์คือการปรับและเสริมเนื้อหาจากเกมได้อย่างลงตัว ทีมผู้สร้างไม่ได้เดินตามรอยเกมแบบฉากต่อฉาก แต่เลือกที่จะขยายจักรวาลและเพิ่มมิติให้แก่ตัวละคร ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการปูเรื่องราวในช่วงต้นของตอนแรก ซึ่งให้เวลากับ “ซาร่าห์” ลูกสาวของโจเอลมากขึ้น ทำให้ผู้ชมผูกพันและเข้าใจความเจ็บปวดที่หล่อหลอมตัวตนของโจเอลได้อย่างลึกซึ้ง แตกต่างจากในเกมที่เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ การเพิ่มฉากย้อนอดีตของแม่เอลลี่และมาร์ลีน ยังช่วยตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของเอลลี่และแรงจูงใจของตัวละครต่างๆ ทำให้การเล่าเรื่องมีความสมบูรณ์และสมเหตุสมผลมากขึ้น บทภาพยนตร์ให้ความสำคัญกับกฎแห่งกรรม หรือ Cause & Effect ทุกการกระทำของตัวละครนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง และมักจะเป็นผลลัพธ์ที่สร้างบาดแผลทางใจเสมอ สิ่งนี้สะท้อนสภาวะของโลกที่ศีลธรรมได้พังทลายลง และการเอาชีวิตรอดมักต้องแลกมาด้วยการสูญเสีย
“ในโลกที่ไร้ซึ่งความหวัง การกระทำเล็กๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยความรัก อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวที่สุด”
การแสดงและตัวละคร (Casting & Character)
การคัดเลือกนักแสดงถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้ เปโดร ปาสคาล (Pedro Pascal) ในบท “โจเอล” ถ่ายทอดภาพของชายผู้แหลกสลายที่หัวใจด้านชาได้อย่างสมบูรณ์แบบ แววตาของเขาสะท้อนทั้งความเหนื่อยล้า ความสูญเสีย และความรักที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นใหม่ ในขณะที่ เบลล่า แรมซี่ (Bella Ramsey) ในบท “เอลลี่” คือการค้นพบที่ยอดเยี่ยม การแสดงของเธอทำให้เอลลี่เป็นเด็กสาวที่ทั้งแข็งกร้าว ปากจัด แต่ในขณะเดียวกันก็เปราะบางและโหยหาความรักได้อย่างน่าทึ่ง เคมีระหว่างนักแสดงทั้งสองคือแกนกลางที่ขับเคลื่อนเรื่องราว ตั้งแต่ความไม่ไว้วางใจในตอนแรก ไปจนถึงความสัมพันธ์แบบพ่อลูกที่ซับซ้อนและงดงาม
ซีรีส์นำเสนอตัวละครที่มีมิติ ไม่มีใครดีสุดขั้วหรือชั่วสุดขีด ทุกคนต่างเป็นสีเทาที่ถูกสถานการณ์บีบคั้นให้ต้องตัดสินใจในสิ่งที่ยากลำบาก การกระทำของพวกเขาไม่ได้ถูกตัดสินว่าเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย แต่ถูกนำเสนอในฐานะมนุษย์ที่พยายามดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดและปกป้องสิ่งที่ตนรัก
งานสร้างและองค์ประกอบศิลป์ (Production Value)
ด้วยทุนสร้างมหาศาลจาก HBO งานสร้างของ The Last of Us จึงมีความสมจริงและยิ่งใหญ่ในทุกรายละเอียด โลกหลังการล่มสลายถูกเนรมิตขึ้นมาได้อย่างน่าเชื่อถือ ตั้งแต่เมืองร้างที่ถูกธรรมชาติทวงคืน ไปจนถึงเขต καραντίνα ที่กดขี่และสิ้นหวัง การออกแบบงานภาพ (Cinematography) สวยงามราวกับภาพวาด แต่ก็แฝงไปด้วยความหม่นหมองและอันตรายที่ซ่อนอยู่ทุกมุม
การออกแบบเสียงและดนตรีประกอบก็เป็นอีกองค์ประกอบที่ยอดเยี่ยม เสียงคลิกของผู้ติดเชื้อ (Clicker) ยังคงสร้างความหวาดผวาได้เช่นเดียวกับในเกม ในขณะที่ดนตรีประกอบอันเป็นเอกลักษณ์จาก Gustavo Santaolalla ถูกนำกลับมาใช้เพื่อปลุกเร้าอารมณ์และสร้างบรรยากาศที่คุ้นเคยให้กับแฟนเกม ซีรีส์ผสมผสานความเป็นดราม่าหนักหน่วงเข้ากับความระทึกขวัญได้อย่างลงตัว ทำให้ผู้ชมที่ไม่เคยเล่นเกมก็สามารถอินไปกับเรื่องราวได้อย่างเต็มที่
ฉาก/ไฮไลต์ที่น่าจดจำ (Memorable Moments)
แม้ซีรีส์จะลดทอนฉากแอ็คชั่นลงเพื่อเน้นไปที่การพัฒนาความสัมพันธ์ของตัวละคร แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องแสดงความน่ากลัวของโลกใบนี้ มันก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม ฉากการปรากฏตัวของฝูงผู้ติดเชื้อจำนวนมหาศาลที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดินในตอนที่ 5 ถือเป็นหนึ่งในฉากที่น่าจดจำและสร้างความตึงเครียดได้ถึงขีดสุด มันแสดงให้เห็นถึงพลังทำลายล้างของเชื้อราและสเกลของหายนะที่มนุษยชาติต้องเผชิญ เป็นการตอกย้ำว่า แม้มนุษย์ด้วยกันจะอันตรายเพียงใด แต่ภัยคุกคามที่แท้จริงของโลกใบนี้ยังคงอยู่ และพร้อมจะจู่โจมได้ทุกเมื่อ
ในทางกลับกัน ฉากที่เน้นอารมณ์ความรู้สึกระหว่างโจเอลและเอลลี่ก็ทรงพลังไม่แพ้กัน บทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ การหยอกล้อ หรือแม้แต่ความเงียบระหว่างการเดินทาง ล้วนเป็นช่วงเวลาที่ค่อยๆ ถักทอสายใยความผูกพันของทั้งคู่ให้แน่นแฟ้นขึ้น และเป็นสิ่งที่ทำให้การตัดสินใจในช่วงท้ายของเรื่องราวมีน้ำหนักและสร้างผลกระทบต่อจิตใจผู้ชมได้อย่างมหาศาล
| องค์ประกอบ | จุดเด่น | ข้อสังเกต |
|---|---|---|
| โครงเรื่องและบท | การดัดแปลงและขยายความเนื้อหาจากเกมทำได้อย่างลึกซึ้ง เพิ่มมิติให้ตัวละครและโลก | จังหวะการเล่าเรื่องในช่วงท้ายอาจรู้สึกรวบรัดไปบ้างสำหรับผู้ชมบางส่วน |
| การแสดงและตัวละคร | การแสดงที่ทรงพลังของ เปโดร ปาสคาล และ เบลล่า แรมซี่ เคมีที่เข้ากันอย่างสมบูรณ์แบบ | ตัวละครทุกตัวมีความซับซ้อนทางศีลธรรมสูง อาจไม่ถูกใจผู้ที่มองหาฮีโร่ที่ชัดเจน |
| งานสร้างและโปรดักชัน | งานภาพสวยงามสมจริง บรรยากาศโลกหลังล่มสลายถูกสร้างขึ้นอย่างน่าเชื่อถือ | มีการลดทอนฉากแอ็คชั่นและฉากสยองขวัญลงจากเกมต้นฉบับ |
สิ่งที่ชอบและไม่ชอบ
- สิ่งที่ชอบ: การเคารพจิตวิญญาณของเกมต้นฉบับ ในขณะที่กล้าที่จะเพิ่มเติมและตีความใหม่เพื่อสร้างความลึกซึ้งทางอารมณ์, การแสดงที่ไร้ที่ติของนักแสดงนำซึ่งเป็นหัวใจของเรื่องราว, และงานสร้างระดับภาพยนตร์ที่ทำให้โลกของ The Last of Us มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ
- สิ่งที่ชอบ: การสำรวจประเด็นทางศีลธรรมที่ซับซ้อน ไม่มีการตัดสินว่าใครถูกใครผิดอย่างชัดเจน ปล่อยให้ผู้ชมขบคิดและตีความการกระทำของตัวละครด้วยตนเอง
- สิ่งที่ไม่ชอบ: การลดทอนความถี่ของฉากแอ็คชั่นและการเผชิญหน้ากับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของซีรีส์ อาจทำให้แฟนเกมที่คาดหวังความระทึกขวัญแบบต่อเนื่องรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
- สิ่งที่ไม่ชอบ: การดำเนินเรื่องในช่วงท้ายที่ค่อนข้างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับการปูเรื่องและสร้างความสัมพันธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงแรก อาจทำให้ไคลแม็กซ์ของเรื่องราวไม่ทรงพลังเท่าที่ควรจะเป็นสำหรับบางคน
บทสรุปและคะแนน
The Last of Us ไม่ใช่แค่ซีรีส์ซอมบี้หรือหนังจากเกมธรรมดา แต่มันคืองานศิลปะที่สำรวจความเปราะบางและความแข็งแกร่งของจิตใจมนุษย์ในยามที่โลกถึงกาลอวสาน เป็นการเดินทางที่เจ็บปวด สวยงาม และกระตุ้นความคิดได้อย่างยอดเยี่ยม ซีรีส์เรื่องนี้ได้ทำลาย “คำสาป” ของการดัดแปลงเกมลงอย่างสิ้นเชิง และสร้างมาตรฐานใหม่ที่สูงลิ่วให้กับผลงานที่จะตามมาในอนาคต มันคือผลงานที่ต้องดู ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนเกมหรือไม่ก็ตาม
คะแนน (Score)
ซีรีส์ที่ดัดแปลงเกมได้อย่างสมบูรณ์แบบ เจาะลึกถึงแก่นอารมณ์ของมนุษย์ในโลกที่พังทลาย การแสดงและงานสร้างอยู่ในระดับมาสเตอร์พีซ
คำแนะนำ (Recommendation)
ซีรีส์เรื่องนี้เหมาะสำหรับ:
- แฟนเกม The Last of Us: ที่จะได้เห็นโลกและตัวละครที่รักกลับมามีชีวิตอีกครั้ง พร้อมรายละเอียดใหม่ๆ ที่เติมเต็มเรื่องราวให้สมบูรณ์
- ผู้ชมที่ชื่นชอบซีรีส์แนวดราม่า-ทริลเลอร์: ที่เน้นการพัฒนาตัวละครและความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน มากกว่าแอ็คชั่นเพียงอย่างเดียว
- ผู้ที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับสภาวะของมนุษย์: การตั้งคำถามเชิงศีลธรรม และการเอาชีวิตรอดในโลกหลังหายนะ
หากการปกป้องหนึ่งชีวิตต้องแลกมาด้วยความหวังของมวลมนุษยชาติ, การกระทำนั้นคือความรักอันยิ่งใหญ่หรือเป็นเพียงความเห็นแก่ตัวอันสูงสุด?
