The Last of Us S2 กับตัวละครแอ็บบี้ที่น่ารังเกียจ
ในจักรวาลที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและศีลธรรมสีเทา การมาถึงของ The Last of Us S2 กับตัวละครแอ็บบี้ที่น่ารังเกียจ ได้จุดประกายการถกเถียงครั้งใหญ่ในหมู่ผู้ชมและแฟนเกม แอ็บบี้ แอนเดอร์สัน คือภาพสะท้อนของความเจ็บปวดที่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความแค้น เธอไม่ใช่เพียงตัวร้ายที่ปรากฏขึ้นอย่างไร้เหตุผล แต่เป็นผลผลิตของโลกที่โหดร้ายซึ่งการกระทำของตัวละครเอกที่ผู้ชมรักได้สร้างบาดแผลลึกที่ไม่มีวันลบเลือน การวิเคราะห์ตัวละครนี้จึงเป็นการสำรวจแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ในวันที่อารยธรรมล่มสลาย
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

- แรงขับเคลื่อนแห่งการล้างแค้น: แอ็บบี้คือลูกสาวของเจอร์รี่ แอนเดอร์สัน ศัลยแพทย์กลุ่ม Fireflies ที่ถูกโจเอลสังหารในตอนจบของซีซั่นแรก การกระทำของเธอจึงมีรากฐานมาจากความสูญเสียและความปรารถนาที่จะทวงคืนความยุติธรรมในแบบของตนเอง
- ตัวละครคู่ขนานของเอลลี่: แอ็บบี้และเอลลี่เปรียบเสมือนกระจกสะท้อนซึ่งกันและกัน ทั้งคู่ถูกขับเคลื่อนด้วยความโศกเศร้าและจมดิ่งสู่วังวนแห่งความรุนแรง การมีอยู่ของแอ็บบี้ท้าทายมุมมองของผู้ชมที่มีต่อเอลลี่อย่างสิ้นเชิง
- การทำลายภาพลักษณ์ของ “วีรบุรุษ”: การกระทำอันโหดร้ายของแอ็บบี้ต่อโจเอลในช่วงต้นเรื่อง บีบให้ผู้ชมต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าในโลกของ The Last of Us ไม่มีใครเป็นวีรบุรุษหรือผู้ร้ายอย่างสมบูรณ์
- เส้นทางสู่การไถ่บาป: พัฒนาการของแอ็บบี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การล้างแค้น แต่ดำเนินต่อไปสู่การค้นหาความหมายใหม่ของชีวิตผ่านการปกป้องชีวิตผู้อื่น ซึ่งเป็นการไถ่บาปที่สะท้อนการเดินทางของโจเอลในภาคแรก
ภาพรวมและความรู้สึกแรก
แอ็บบี้ แอนเดอร์สัน ปรากฏตัวในฐานะพลังแห่งการทำลายล้างที่ยากจะหยุดยั้ง เธอเป็นทหารฝีมือฉกาจแห่งกองกำลัง Washington Liberation Front (WLF) ที่มีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวคือการตามล่าและสังหารโจเอล มิลเลอร์ ความรู้สึกแรกที่ผู้ชมมีต่อเธอคือความเกลียดชังอย่างรุนแรง เนื่องจากการกระทำของเธอเป็นการทำลายตัวละครอันเป็นที่รักอย่างโหดเหี้ยม แต่ภายใต้ภาพลักษณ์ของนักฆ่าเลือดเย็น ซีรีส์ได้ค่อยๆ เปลือยเปลือกนอกของเธอออกทีละชั้น เผยให้เห็นบาดแผลจากความสูญเสียที่ผลักดันให้เธอกลายเป็นคนที่น่ารังเกียจในสายตาของผู้อื่น การเดินทางของเธอคือการสำรวจความหมายของความยุติธรรมในโลกที่กฎเกณฑ์ทางสังคมได้พังทลายลงไปแล้ว
บทวิจารณ์เชิงลึก
การวิเคราะห์ตัวละครแอ็บบี้จำเป็นต้องมองข้ามอคติที่เกิดขึ้นจากการผูกพันกับตัวละครเก่า ซีรีส์ HBO GO ได้พยายามนำเสนอเรื่องราวของเธอตามเจตนารมณ์ของเกมต้นฉบับ คือการบังคับให้ผู้ชมต้องมองโลกผ่านสายตาของ “ศัตรู” เพื่อตั้งคำถามกับความเชื่อมั่นทางศีลธรรมของตนเอง แอ็บบี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่รัก แต่เพื่อให้เป็นที่เข้าใจ
โครงเรื่องและบท: วงจรแห่งการล้างแค้น
โครงเรื่องของ The Last of Us Season 2 ถูกขับเคลื่อนด้วยเส้นเรื่องสองเส้นที่ขนานกันไประหว่างเอลลี่และแอ็บบี้ บทภาพยนตร์ได้วางรากฐานแรงจูงใจของแอ็บบี้ไว้อย่างชัดเจนนับตั้งแต่ฉากแรกๆ เธอคือผลลัพธ์โดยตรงจากการตัดสินใจของโจเอลในซีซั่นที่ 1 การตายของพ่อเธอไม่เพียงแต่พรากครอบครัวไป แต่ยังทำลายอนาคตและความหวังของกลุ่ม Fireflies ที่เธอเคยเป็นส่วนหนึ่งด้วย สร้อยคอ Fireflies ที่เธอสวมติดตัวจึงไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการไว้อาลัยและความมุ่งมั่นที่ไม่เคยจางหายตลอด 5 ปีที่ผ่านมา
บทได้แสดงให้เห็นถึงมุมมองของแอ็บบี้ที่มีต่อโจเอลอย่างชัดเจนว่าเขาคือ “วายร้าย” ที่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง การแก้แค้นของเธอจึงไม่ใช่การกระทำที่บ้าคลั่ง แต่เป็นภารกิจที่ผ่านการไตร่ตรองและวางแผนมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม เมื่อการแก้แค้นสำเร็จลุล่วงไปแล้ว บทกลับไม่ได้มอบความสงบสุขให้แก่เธอ แต่กลับผลักเธอเข้าสู่ความว่างเปล่าและตั้งคำถามกับเป้าหมายในชีวิตที่เหลืออยู่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการตัวละครในองก์ต่อไป
การแสดงและตัวละคร: กระจกสะท้อนของความเจ็บปวด
การคัดเลือก Kaitlyn Dever มารับบทแอ็บบี้ ถือเป็นการตัดสินใจที่น่าสนใจ Dever ได้ให้คำนิยามตัวละครนี้ว่าเป็น “ทหารฝีมือดีที่มุมมองโลกแบบขาวดำของเธอถูกท้าทายด้วยการแก้แค้น” ซึ่งสะท้อนแก่นของตัวละครได้อย่างแม่นยำ แอ็บบี้ในช่วงแรกคือบุคคลที่ขาดความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ต่อโลกภายนอก เธอมีเพียงเป้าหมายและความโกรธเกรี้ยวเป็นที่ตั้ง ลักษณะนิสัยนี้คล้ายคลึงกับเอลลี่อย่างน่าประหลาด ทั้งคู่ต่างเป็นผลผลิตของความบอบช้ำทางจิตใจ (trauma) ที่ทำให้โลกของพวกเธอบิดเบี้ยวไป
ความแตกต่างที่สำคัญคือ ผู้ชมได้เดินทางและเติบโตมาพร้อมกับเอลลี่ แต่สำหรับแอ็บบี้ เธอคือคนแปลกหน้าที่เข้ามาทำลายความสงบสุข ด้วยเหตุนี้ ความรังเกียจที่เกิดขึ้นจึงเป็นปฏิกิริยาที่สมเหตุสมผล อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องราวดำเนินไปและเผยให้เห็นมิตรภาพระหว่างเธอกับยาราและเลฟ สองพี่น้องจากกลุ่ม Seraphites ผู้ชมจะเริ่มเห็นด้านที่เปราะบางและความเป็นมนุษย์ของเธอ การปกป้องเด็กสองคนนี้ได้กลายเป็นหนทางในการไถ่บาปและค้นหาเป้าหมายใหม่ ซึ่งเป็นการเดินทางที่สะท้อนภาพของโจเอลที่ปกป้องเอลลี่ในภาคแรกอย่างน่าทึ่ง
งานสร้างและองค์ประกอบศิลป์: โลกที่ไร้ซึ่งสีขาวดำ
งานสร้างของซีรีส์ The Last of Us มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดโลกที่ศีลธรรมได้เลือนหายไป การออกแบบฉากและบรรยากาศในซีแอตเทิลที่ถูกแบ่งแยกโดยกลุ่ม WLF และ Seraphites สะท้อนถึงความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด โลกในมุมมองของแอ็บบี้เต็มไปด้วยกฎระเบียบและความโหดร้ายของสงคราม ซึ่งหล่อหลอมให้เธอกลายเป็นทหารที่แข็งแกร่งแต่ไร้ความรู้สึก
สิ่งที่ท้าทายสำหรับทีมผู้สร้างคือการถ่ายทอด “มุมมอง” ของแอ็บบี้ให้ผู้ชมยอมรับได้ ในเวอร์ชันเกม ผู้เล่นถูกบังคับให้ควบคุมแอ็บบี้เป็นเวลาหลายชั่วโมง ซึ่งเป็นการสร้างความผูกพันทางอ้อม แต่ในรูปแบบซีรีส์ การเล่าเรื่องจะต้องอาศัยการตัดสลับและบทภาพยนตร์ที่แข็งแรงเพื่อสร้างความเข้าอกเข้าใจในตัวละครที่ผู้ชมเกลียดชังตั้งแต่แรกพบ ความสำเร็จของงานสร้างจึงไม่ได้วัดกันที่ความสมจริงของฉากหลังวันสิ้นโลก แต่วัดกันที่ความสามารถในการทำให้ผู้ชมตั้งคำถามกับมุมมองของตนเองที่มีต่อ “ผู้ร้าย” ในเรื่อง
| ประเด็นการกระทำ | มุมมองของผู้ชม (ผ่านสายตาเอลลี่) | มุมมองของแอ็บบี้ |
|---|---|---|
| การสังหารโจเอล | การกระทำที่โหดร้าย ป่าเถื่อน และไร้เหตุผลต่อวีรบุรุษผู้ปกป้องเอลลี่ | การทวงคืนความยุติธรรมให้แก่พ่อที่ถูกฆาตกรรมอย่างเลือดเย็น |
| สังกัดกลุ่ม WLF | เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรทหารที่โหดเหี้ยมและเป็นศัตรู | เป็นบ้านและครอบครัวที่ให้ที่พักพิงและความมั่นคงหลังจากการล่มสลายของ Fireflies |
| การปกป้องยาราและเลฟ | การกระทำที่ขัดแย้งกับตัวตน อาจเป็นเพียงการเอาตัวรอด | การค้นพบเป้าหมายใหม่ในชีวิต เป็นจุดเริ่มต้นของการไถ่บาปและสลัดทิ้งความแค้น |
| การเผชิญหน้ากับเอลลี่ | การต่อสู้กับฆาตกรที่พรากบุคคลอันเป็นที่รักไป | การต่อสู้เพื่อปกป้องชีวิตของตนเองและเด็กที่อยู่ในการดูแล จากผู้ที่ตามล่าล้างแค้น |
สิ่งที่ทำให้แอ็บบี้เป็นตัวละครที่น่าจดจำ
ความน่าจดจำของแอ็บบี้ไม่ได้อยู่ที่การเป็นที่ชื่นชอบ แต่อยู่ที่ความสามารถในการท้าทายขนบของเรื่องเล่าแบบดั้งเดิม เธอคือตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อก่อให้เกิดความไม่สบายใจและกระตุ้นการวิพากษ์วิจารณ์
- ความซับซ้อนทางศีลธรรม: แอ็บบี้บังคับให้ผู้ชมต้องยอมรับว่าโลกไม่ได้แบ่งแยกเป็นขาวกับดำ การกระทำที่ดูเหมือน “ชั่วร้าย” ในสายตาหนึ่ง อาจเป็น “ความยุติธรรม” ในอีกสายตาหนึ่ง เธอคือบทเรียนเรื่องมุมมองและผลกระทบของการกระทำที่ส่งต่อกันเป็นทอดๆ
- การพัฒนาตัวละครที่สมบูรณ์: เส้นทางของแอ็บบี้คือการเดินทางจากความมืดมิดของการแก้แค้นไปสู่แสงสว่างของการไถ่บาป เธอได้เรียนรู้ที่จะปล่อยวางความแค้นและค้นพบคุณค่าของการปกป้องชีวิตผู้อื่น ซึ่งเป็น arc ของตัวละครที่ทรงพลังและน่าติดตามไม่แพ้ตัวละครหลักคนอื่นๆ
- การท้าทายอคติของผู้ชม: ปฏิกิริยาต่อต้านแอ็บบี้อย่างรุนแรงจากแฟนเกมบางส่วน พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จของผู้สร้างในการสร้างตัวละครที่สามารถสั่นคลอนความรู้สึกของผู้ชมได้อย่างลึกซึ้ง เธอทำให้ผู้คนต้องตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงยอมรับความรุนแรงของตัวละครหนึ่งได้ แต่กลับประณามการกระทำที่คล้ายกันของอีกตัวละครหนึ่ง
วงจรแห่งความรุนแรงไม่ได้แยกแยะว่าใครคือวีรบุรุษหรือผู้ร้าย มันเพียงแต่เรียกร้องเหยื่อรายต่อไป
บทสรุป: เหยื่อหรือผู้กระทำ?
สรุปแล้ว The Last of Us S2 กับตัวละครแอ็บบี้ที่น่ารังเกียจ ไม่ได้นำเสนอคำตอบที่ง่ายดายว่าเธอเป็นใครกันแน่ แอ็บบี้คือทั้งเหยื่อและผู้กระทำ เธอเป็นเหยื่อของการตัดสินใจของโจเอล และในขณะเดียวกันก็เป็นผู้กระทำที่สร้างบาดแผลลึกให้กับเอลลี่ การมีอยู่ของเธอคือหัวใจสำคัญที่ทำให้เรื่องราวของ The Last of Us ก้าวข้ามจากเรื่องเล่าการเอาชีวิตรอดไปสู่การสำรวจปรัชญาเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ ความแค้น และการให้อภัย
เธออาจเป็นตัวละครที่น่ารังเกียจในตอนแรก แต่เมื่อการเดินทางของเธอสิ้นสุดลง ผู้ชมอาจพบว่าความรู้สึกที่มีต่อเธอนั้นซับซ้อนกว่าแค่ความเกลียดชัง บางทีอาจเป็นความเข้าใจ ความสงสาร หรือแม้กระทั่งการยอมรับว่าภายใต้สถานการณ์เดียวกัน เราเองก็อาจกลายเป็นเหมือนเธอได้เช่นกัน
คะแนนความซับซ้อนของตัวละคร
ความซับซ้อนและผลกระทบต่อแก่นเรื่อง
9.5/10
แอ็บบี้คือหนึ่งในตัวละครที่ถูกเขียนขึ้นอย่างกล้าหาญและซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์สื่อบันเทิงยุคใหม่ เธอท้าทายทุกความคาดหวังและบังคับให้ผู้ชมต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าอึดอัดเกี่ยวกับธรรมชาติของความขัดแย้งและความรุนแรง
คำแนะนำ
เรื่องราวของแอ็บบี้และซีรีส์ The Last of Us Season 2 เหมาะสำหรับผู้ชมที่มองหามากกว่าความบันเทิงผิวเผิน แต่ต้องการประสบการณ์ที่กระตุ้นความคิดและท้าทายศีลธรรม เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเรื่องเล่าที่มีตัวละครสีเทา การวิเคราะห์จิตใจมนุษย์ที่ซับซ้อน และไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าในสงครามแห่งการล้างแค้นนั้น ไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง
หากการแก้แค้นคือความยุติธรรมในสายตาของผู้หนึ่ง แล้วการให้อภัยจะมีความหมายใดในโลกที่พังทลาย?
