Jurassic World 4 เลือกไทยดัน Soft Power หรือแค่ฉากสวย?
การมาถึงของกองถ่ายภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Jurassic World: Rebirth หรือที่รู้จักกันในชื่อ จูราสสิค เวิลด์ 4 ได้จุดประกายบทสนทนาครั้งใหญ่ในสังคมไทย คำถามสำคัญที่ลอยอยู่เหนือผืนป่าและท้องทะเลอันดามันคือ Jurassic World 4 เลือกไทยดัน Soft Power หรือแค่ฉากสวย? การวิเคราะห์นี้จะเจาะลึกไปเบื้องหลังการตัดสินใจของสตูดิโอระดับโลก เพื่อค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่ระหว่างความงดงามทางภูมิศาสตร์และยุทธศาสตร์ทางวัฒนธรรมของชาติ
- การถ่ายทำภาพยนตร์ Jurassic World 4 ในประเทศไทยมีกำหนดการหลักใน 3 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ กระบี่, พังงา, และตรัง โดยใช้งบประมาณกว่า 400 ล้านบาท
- ประเด็นถกเถียงหลักคือ การเลือกประเทศไทยเป็นเพียงเพราะความเหมาะสมของทิวทัศน์ธรรมชาติที่คล้ายยุคดึกดำบรรพ์ หรือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การผลักดัน Soft Power ของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
- ภาครัฐมองว่านี่เป็นโอกาสทองในการส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศ การท่องเที่ยวเชิงภาพยนตร์ และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ผ่านนโยบายสนับสนุนอย่าง Cash Rebate 20-30%
- ในขณะเดียวกัน มีมุมมองที่ตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของผลกระทบ โดยมองว่าอาจเป็นเพียงกระแสชั่วคราว หากไม่มีการต่อยอดและบูรณาการวัฒนธรรมไทยเข้าไปในเนื้อหา
- ความสำเร็จที่แท้จริงของการเป็นฉากหลังให้ภาพยนตร์ระดับโลก ไม่ได้วัดจากรายได้ระยะสั้น แต่วัดจากความสามารถในการแปลงโอกาสให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ยั่งยืน
ภาพรวมและความรู้สึกแรก

ข่าวการเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำหลักสำหรับภาพยนตร์ภาคต่อของแฟรนไชส์ไดโนเสาร์ที่โด่งดังที่สุดในโลก สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการภาพยนตร์และภาคการท่องเที่ยว ความรู้สึกแรกคือความตื่นเต้นและภาคภูมิใจที่ทัศนียภาพอันงดงามของไทยได้ปรากฏสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกอีกครั้ง แต่เมื่อคลื่นความตื่นเต้นเริ่มสงบลง คำถามเชิงวิเคราะห์ก็ผุดขึ้นมาแทนที่ การตัดสินใจของ Universal Pictures เป็นเพียงการเลือก “ฉาก” ที่สวยงามและคุ้มค่าที่สุด หรือเป็นการยอมรับใน “ศักยภาพ” ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตภาพยนตร์และแหล่งกำเนิด Soft Power ที่ทรงพลัง? ปรากฏการณ์นี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของวงการบันเทิง แต่เป็นกระจกสะท้อนยุทธศาสตร์ชาติที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
บทวิเคราะห์เชิงลึก
การจะเข้าใจปรากฏการณ์นี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องแยกองค์ประกอบและวิเคราะห์ในแต่ละมิติ ตั้งแต่ “บท” ที่ประเทศไทยได้รับ “ตัวละคร” ที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึง “มูลค่าการผลิต” ที่เกิดขึ้นจริง เพื่อมองให้เห็นภาพรวมว่านี่คือการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ หรือเป็นเพียงความลงตัวทางความงามและโลจิสติกส์
บทบาทของไทยใน “บทภาพยนตร์” แห่งการสร้าง
หากมองว่ากระบวนการสร้างภาพยนตร์เปรียบเสมือนบทละครเรื่องหนึ่ง ประเทศไทยในที่นี้ไม่ได้เป็นเพียง “ฉากหลัง” ที่ไร้ชีวิต แต่ถูกคัดเลือกให้มารับ “บทบาท” สำคัญในการสร้างโลกของ Isla Nublar และ Isla Sorna ขึ้นมาใหม่ สถานที่อย่างอุทยานแห่งชาติเขาพนมเบญจา จังหวัดกระบี่ ที่มีน้ำตกห้วยโต้และต้นไม้โบราณ, อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง กับภาพของเกาะกระดานและถ้ำมรกต หรืออุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ที่มีเกาะตะปูและเกาะห้องเป็นตัวชูโรง ล้วนถูก “คัดเลือก” มาด้วยเหตุผลที่มากกว่าความสวยงาม
ภูมิประเทศเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะตัว คือความดิบ ดุดัน และให้ความรู้สึกเหมือนดินแดนที่กาลเวลาหยุดนิ่ง ซึ่งตอบโจทย์ของภาพยนตร์ที่ต้องการภาพบรรยากาศยุคก่อนประวัติศาสตร์โดยไม่ต้องพึ่งพากรีนสกรีนมากเกินไป “บท” ที่ไทยได้รับจึงเป็นการสร้างความสมจริงทางภาพ (Visual Authenticity) ให้กับเรื่องราว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ผู้ชมเชื่อในโลกของไดโนเสาร์ ดังนั้น ในเชิงเทคนิคการสร้างภาพยนตร์ การเลือกไทยจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการคัดสรรนักแสดง (Location Casting) ที่เหมาะสมกับบทบาทที่สุด
การที่ธรรมชาติของไทยสามารถ “แสดง” เป็นเกาะสมมติในอีกฟากหนึ่งของโลกได้โดยไม่ต้องปรุงแต่งมากนัก คือข้อพิสูจน์ถึงพลังของภูมิทัศน์ในฐานะเครื่องมือเล่าเรื่องที่ทรงพลัง
“ตัวละคร” ผู้อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจ
เบื้องหลังการถ่ายทำครั้งประวัติศาสตร์นี้ มี “ตัวละคร” หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่มที่ขับเคลื่อนเรื่องราวไปข้างหน้า แต่ละฝ่ายมีแรงจูงใจและเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป:
- Universal Pictures (บริษัทผู้ผลิต): ตัวละครหลักที่ต้องการสถานที่ถ่ายทำที่ตอบโจทย์ทั้งด้านภาพ (Visuals) และด้านงบประมาณ (Budget) ประเทศไทยเสนอทั้งสองอย่าง คือมีทิวทัศน์ที่ตรงตามจินตนาการของผู้สร้าง และมีนโยบายคืนเงิน (Cash Rebate) 20% (ซึ่งจะเพิ่มเป็น 30% ในอนาคต) ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
- รัฐบาลไทย: ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก มองว่านี่คือการแสดงที่ประสบความสำเร็จในการผลักดันนโยบาย Soft Power และยุทธศาสตร์การดึงดูดกองถ่ายภาพยนตร์ต่างชาติให้มาลงทุนในประเทศ การอำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และความปลอดภัย คือการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของไทยในเวทีโลก
- ทีมงานและแรงงานไทย: มีการจ้างงานคนไทยกว่า 2,200 ตำแหน่ง ตั้งแต่ทีมงานท้องถิ่น ผู้ช่วยถ่ายทำ นักแสดงประกอบ ไปจนถึงธุรกิจบริการต่างๆ เช่น ที่พักและการเดินทาง นี่คือ “นักแสดงสมทบ” ที่ได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรง และยังเป็นโอกาสในการพัฒนาทักษะและเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับทีมงานระดับฮอลลีวูด
- ประชาชนในพื้นที่และนักอนุรักษ์: เป็น “ผู้ชม” ที่จับตาดูการแสดงนี้อย่างใกล้ชิด พวกเขาได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินที่สะพัดในท้องถิ่น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็น “เวที” หลักของการถ่ายทำ
มูลค่าการผลิตและผลกระทบทางเศรษฐกิจ
ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ “งานสร้าง” หรือ Production Value คือสิ่งที่ชี้วัดคุณภาพและความยิ่งใหญ่ของโปรเจกต์ สำหรับกรณีของ Jurassic World 4 ในไทยนั้น งบประมาณการถ่ายทำที่คาดการณ์ไว้กว่า 400 ล้านบาท ถือเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยตรง สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือรายได้ที่กระจายไปยังธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร บริการขนส่ง และการจ้างงานจำนวนมาก
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ภาครัฐเข้ามามีบทบาทผ่านนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ถือเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาด เพราะนอกจากจะได้เม็ดเงินกลับคืนมาในรูปแบบของภาษีและการบริโภคภายในประเทศแล้ว ยังได้ผลตอบแทนที่ประเมินค่าไม่ได้ นั่นคือการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยสู่สายตาชาวโลกผ่านสื่อที่ทรงอิทธิพลที่สุดอย่างภาพยนตร์ ปรากฏการณ์ “Set-Jetting” หรือการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ คือผลพลอยได้ที่สำคัญ ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เริ่มดำเนินการแล้วผ่านการจัดทริปให้อินฟลูเอนเซอร์ตามรอยสถานที่ถ่ายทำ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่ามูลค่าการผลิตไม่ได้หยุดอยู่แค่ในกองถ่าย แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่ภาคการท่องเที่ยวและบริการได้อย่างยั่งยืน
| มิติการวิเคราะห์ | มุมมอง “การผลักดัน Soft Power” | มุมมอง “แค่ฉากสวย” |
|---|---|---|
| แรงจูงใจหลัก | การใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในระยะยาว | การเลือกสถานที่ที่เหมาะสมกับธีมหนัง มีความสวยงามทางธรรมชาติ และคุ้มค่าด้านงบประมาณการผลิต |
| ผลกระทบที่คาดหวัง | สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน, พัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย, และยกระดับภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลก | กระแสความสนใจในสถานที่ท่องเที่ยวระยะสั้น และรายได้ที่เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงเวลาการถ่ายทำ |
| การบูรณาการวัฒนธรรม | เป็นโอกาสในการสอดแทรกอัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทย (แม้ในครั้งนี้จะยังไม่ชัดเจน) เพื่อสร้างความน่าสนใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น | ไม่มีการนำเสนอวัฒนธรรมหรือเรื่องราวของคนไทยในเนื้อเรื่องหลัก บทบาทของไทยจำกัดอยู่แค่การเป็นฉากหลัง |
| ความท้าทาย | ต้องมีการวางแผนต่อยอดอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้กระแสเงียบหายไปหลังภาพยนตร์ฉายจบ | ความเสี่ยงด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการขาดโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางวัฒนธรรม |
โอกาสและความท้าทาย
การวิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้เปรียบเสมือนการมองดาบสองคม ซึ่งมีทั้งโอกาสและความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญ
โอกาส (The Upside)
- การประชาสัมพันธ์ระดับโลก: ทิวทัศน์ของไทยจะถูกเผยแพร่ไปสู่ผู้ชมหลายร้อยล้านคนทั่วโลก ซึ่งเป็นการโปรโมตการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้กว้างกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิม
- การยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์: ทีมงานไทยได้โอกาสในการเรียนรู้และทำงานกับมาตรฐานการผลิตระดับโลก ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะและสร้างเครือข่ายสำหรับอนาคต ทำให้ไทยกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับกองถ่ายอื่นๆ
- การกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น: เม็ดเงินจำนวนมากที่ไหลเข้าสู่ชุมชนในจังหวัดกระบี่ พังงา และตรัง ช่วยสร้างงานและกระจายรายได้โดยตรง
ความท้าทาย (The Downside)
- ความยั่งยืนของผลกระทบ: หากไม่มีแผนการตลาดและการท่องเที่ยวที่ชัดเจนเพื่อต่อยอด กระแสความสนใจอาจจางหายไปอย่างรวดเร็วหลังภาพยนตร์ออกจากโรงฉาย
- การขาดมิติทางวัฒนธรรม: การถูกใช้เป็นเพียงฉากหลังที่สวยงามโดยไม่มีการสะท้อนวัฒนธรรมหรือเรื่องราวของไทย อาจทำให้ภาพจำของประเทศถูกจำกัดอยู่แค่ “สถานที่ท่องเที่ยว” มากกว่า “แหล่งวัฒนธรรม”
- ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: การถ่ายทำในพื้นที่อุทยานแห่งชาติที่เปราะบางจำเป็นต้องมีการจัดการที่รัดกุมและโปร่งใส เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศในระยะยาว
บทสรุปและคะแนน
ท้ายที่สุดแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า “Jurassic World 4 เลือกไทยดัน Soft Power หรือแค่ฉากสวย?” อาจไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นทั้งสองอย่างรวมกัน การตัดสินใจเริ่มต้นจากการมองหา “ฉากที่สวยและเหมาะสมที่สุด” อย่างไม่ต้องสงสัย แต่การเลือกนั้นได้มอบ “โอกาส” ในการผลักดัน Soft Power ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล โลกของภาพยนตร์ได้เปิดประตูให้แล้ว แต่การจะเดินผ่านประตูนั้นเข้าไปสู่เวทีโลกและยืนหยัดอย่างสง่างามได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์และการลงมือทำของประเทศไทยเองหลังจากนี้
นี่คือจุดเริ่มต้น ไม่ใช่บทสรุป ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่รายได้จากกองถ่าย แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนทิวทัศน์บนแผ่นฟิล์มให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป
คะแนน (Score)
คะแนนโอกาสสำหรับประเทศไทย
เป็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์และส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ความสำเร็จที่ยั่งยืนขึ้นอยู่กับการวางแผนต่อยอดอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อไม่ให้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว
คำแนะนำ (Recommendation)
ปรากฏการณ์นี้เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจในประเด็นยุทธศาสตร์ชาติ เศรษฐศาสตร์วัฒนธรรม และการตลาดระหว่างประเทศ รวมถึงผู้กำหนดนโยบายในภาครัฐ ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาพยนตร์ และประชาชนทั่วไปที่ต้องการทำความเข้าใจว่าสินทรัพย์ทางธรรมชาติของประเทศจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังทางวัฒนธรรมได้อย่างไร
ข้อเสนอแนะคือ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดทำแผนแม่บทระยะยาวเพื่อต่อยอดจากความสำเร็จครั้งนี้ โดยเน้นการสร้างแบรนด์ “Film-Friendly Destination” ที่ไม่ได้มีดีแค่สถานที่ แต่ยังรวมถึงบุคลากรที่มีคุณภาพ โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และการส่งเสริมให้มีการสอดแทรกเรื่องราวและวัฒนธรรมไทยในโปรเจกต์ระดับโลกในอนาคต
เมื่อทิวทัศน์ของเราถูกแปรสภาพเป็นเพียงภาพจำในจอเงิน เราได้สูญเสียตัวตนที่แท้จริงไปพร้อมกับโอกาสที่ได้รับหรือไม่?
