“`html





รีวิว Under Paris ฉลามคลั่งปารีส: สนุกหรือแค่หนังเกรดบี?


รีวิว Under Paris ฉลามคลั่งปารีส: สนุกหรือแค่หนังเกรดบี?

ภาพยนตร์ระทึกขวัญจากฝรั่งเศสเรื่อง Under Paris หรือในชื่อไทย ฉลามคลั่งปารีส ได้สร้างปรากฏการณ์บนแพลตฟอร์ม Netflix ด้วยแนวคิดที่ท้าทายจินตนาการ คือการนำฉลามเพชฌฆาตมาไว้ใจกลางแม่น้ำแซน ก่อนการแข่งขันไตรกีฬาระดับโลกจะเริ่มต้นขึ้น คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า ผลงานชิ้นนี้เป็นเพียงหนังเกรดบีที่อาศัยพล็อตเรื่องสุดโต่งเพื่อสร้างกระแส หรือมีความลุ่มลึกซ่อนอยู่ภายใต้ผืนน้ำอันขุ่นมัวของปารีส

ประเด็นสำคัญที่ซ่อนอยู่ใต้เกลียวคลื่น

รีวิว Under Paris ฉลามคลั่งปารีส: สนุกหรือแค่หนังเกรดบี? - review-under-paris-netflix-shark

  • สัญลักษณ์ของธรรมชาติที่ถูกรุกราน: ฉลามในแม่น้ำแซนไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ประหลาด แต่เป็นภาพสะท้อนของธรรมชาติที่ปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในสภาวะแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นและทำลายลง
  • ความขัดแย้งระหว่างวิทยาศาสตร์และการเมือง: ภาพยนตร์นำเสนอการปะทะกันระหว่างคำเตือนของนักวิทยาศาสตร์กับผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของนายกเทศมนตรี ซึ่งสะท้อนปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง
  • สูตรสำเร็จที่ถูกชุบชีวิตใหม่: แม้จะดำเนินตามขนบของหนังฉลาม แต่การเลือกใช้ฉากหลังเป็นมหานครปารีสได้มอบความสดใหม่และความตึงเครียดในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
  • คำวิจารณ์ต่อมนุษย์: ตัวละครกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมที่มองโลกในแง่ดีเกินไป จนนำไปสู่หายนะ กลายเป็นกระจกสะท้อนความไร้เดียงสาและความล้มเหลวในการทำความเข้าใจธรรมชาติอย่างแท้จริง

ภาพรวมและความรู้สึกแรก

Under Paris (Sous la Seine) บอกเล่าเรื่องราวของ โซเฟีย นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลผู้มีบาดแผลในใจจากการสูญเสียทีมวิจัยให้กับฉลามยักษ์นามว่า “ลิลิธ” หลายปีต่อมา โซเฟียพบว่าลิลิธไม่เพียงแต่รอดชีวิต แต่ยังปรับตัวให้อยู่ในน้ำจืดและเดินทางมาถึงแม่น้ำแซนในกรุงปารีส พร้อมที่จะขยายพันธุ์ก่อนการแข่งขันไตรกีฬานานาชาติจะเริ่มขึ้น เธอจึงต้องร่วมมือกับนายตำรวจหน่วยลาดตระเวนแม่น้ำ เพื่อหยุดยั้งมหันตภัยครั้งนี้ให้ได้ก่อนที่ปารีสจะกลายเป็นสมรภูมิเลือด ความรู้สึกแรกหลังชมจบคือความบันเทิงที่เกินความคาดหมาย หนังสามารถสร้างความระทึกขวัญและความตึงเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ฉากหลังที่งดงามของปารีสมาตัดกับความโหดร้ายของธรรมชาติได้อย่างลงตัว

บทวิจารณ์เชิงลึก

การจะตัดสินว่า รีวิว Under Paris ฉลามคลั่งปารีส: สนุกหรือแค่หนังเกรดบี? นั้น จำเป็นต้องมองลึกลงไปในองค์ประกอบต่างๆ ที่ประกอบสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา ตั้งแต่โครงเรื่องที่ดูเหมือนจะซ้ำซาก ไปจนถึงสารที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความบันเทิงแบบเลือดสาด

โครงเรื่องและบท (Script & Plot)

ในแง่ของโครงสร้าง Under Paris เดินตามรอยพิมพ์เขียวของภาพยนตร์แนวสัตว์ประหลาดโจมตีเมืองอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Jaws (1975) ที่มีองค์ประกอบคล้ายคลึงกัน ทั้งนักวิทยาศาสตร์ผู้รู้ความจริง, เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ, และนักการเมืองที่ไม่ยอมยกเลิกอีเวนต์สำคัญเพราะกลัวเสียผลประโยชน์ ความเดาทางได้ของพล็อตจึงเป็นจุดอ่อนที่ชัดเจนที่สุด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้บทภาพยนตร์เรื่องนี้น่าสนใจคือการใส่ประเด็นร่วมสมัยเข้ามาอย่างเข้มข้น

ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นแกนกลางของเรื่อง ฉลาม “ลิลิธ” ไม่ได้เป็นเพียงอสูรกายไร้เหตุผล แต่เป็นผลผลิตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษทางทะเลที่มนุษย์ก่อขึ้น การที่มันสามารถปรับตัวเข้าสู่น้ำจืดและขยายพันธุ์ได้ด้วยตัวเอง (Parthenogenesis) คือการวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอด ซึ่งเป็นสภาวะที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความดุร้ายของมันเสียอีก บทภาพยนตร์ยังเสียดสีการทำงานของระบบราชการและการเมืองที่มักให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และเศรษฐกิจมากกว่าความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์โลกปัจจุบันได้อย่างเจ็บแสบ

ฉลามในแม่น้ำแซนจึงไม่ใช่แค่ผู้บุกรุก แต่เป็นสัญลักษณ์ของการทวงคืนจากธรรมชาติที่ถูกผลักไสจนไร้ที่อยู่ เป็นเสียงเตือนอันเงียบงันแต่ทรงพลังที่ดังขึ้นใจกลางอารยธรรมมนุษย์

การแสดงและตัวละคร (Casting & Character)

Bérénice Bejo ในบท โซเฟีย สามารถแบกรับภาพยนตร์ทั้งเรื่องไว้ได้อย่างมั่นคง เธอถ่ายทอดความเจ็บปวด, ความมุ่งมั่น, และความรับผิดชอบของนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องเผชิญหน้ากับอดีตของตนเองได้อย่างน่าเชื่อถือ การแสดงของเธอทำให้ตัวละครมีมิติและเป็นที่พึ่งทางอารมณ์ของผู้ชมได้ตลอดเรื่อง

อย่างไรก็ตาม ตัวละครสมทบกลับถูกสร้างขึ้นมาอย่างผิวเผินและมีลักษณะเป็นเพียง “ตัวละครตามหน้าที่” (archetype) มากกว่าจะเป็นมนุษย์ที่มีความซับซ้อน เช่น นายกเทศมนตรีที่ดื้อรั้น, ตำรวจหนุ่มไฟแรง, หรือกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่มองโลกในแง่ดีจนน่ารำคาญ การขาดความลึกของตัวละครเหล่านี้ทำให้ผู้ชมไม่รู้สึกผูกพันหรือเสียดายเมื่อพวกเขาต้องเผชิญกับชะตากรรมอันโหดร้าย แต่นี่อาจเป็นความตั้งใจของผู้สร้างที่ต้องการให้ผู้ชมมุ่งความสนใจไปที่ “สถานการณ์” และ “สภาวะ” มากกว่าตัวบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับสารของหนังที่กำลังวิพากษ์พฤติกรรมของ “กลุ่มคน” มากกว่าปัจเจกบุคคล

งานสร้างและองค์ประกอบศิลป์ (Production Value)

ผู้กำกับ Xavier Gens แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการสร้างบรรยากาศระทึกขวัญ การถ่ายภาพใต้แม่น้ำแซนที่ขุ่นมัวและมองเห็นได้จำกัดสร้างความอึดอัดและน่ากลัวได้เป็นอย่างดี การใช้ภาพมุมกว้างของกรุงปารีสตัดสลับกับภาพใต้น้ำที่คับแคบเป็นการสร้างคอนทราสต์ที่ทรงพลังระหว่างโลกที่มนุษย์ควบคุมได้กับโลกที่อยู่เหนือการควบคุม

ด้านเทคนิคพิเศษ (CGI) ของฉลามนั้นมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ในฉากที่ฉลามเคลื่อนไหวในความมืดหรือในน้ำที่ขุ่นมัว มันดูสมจริงและน่าเกรงขาม แต่ในบางฉากที่ต้องการการเปิดเผยตัวตนอย่างชัดเจน CGI ยังดูไม่เนียนสนิทและเผยให้เห็นถึงข้อจำกัดของงบประมาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอกย้ำสถานะ “หนังเกรดบี” ของมัน อย่างไรก็ดี ดนตรีประกอบทำหน้าที่สร้างความตึงเครียดและเร่งเร้าอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในฉากไล่ล่าและโจมตีที่ทำออกมาได้ลุ้นระทึกจนลืมหายใจ

ตารางสรุปการวิเคราะห์องค์ประกอบภาพยนตร์ Under Paris
องค์ประกอบ จุดแข็ง จุดอ่อน
โครงเรื่องและบท การผสานประเด็นสิ่งแวดล้อมและการเมืองเข้ากับแนวหนังระทึกขวัญ, ฉากหลังที่สดใหม่ พล็อตเรื่องเดาทางง่ายและดำเนินตามสูตรสำเร็จของหนังแนวเดียวกัน
การแสดงและตัวละคร การแสดงที่แข็งแกร่งของนักแสดงนำ (Bérénice Bejo) ตัวละครสมทบขาดมิติและความลึกซึ้ง ทำให้ดูเป็นเพียงตัวละครตามแบบแผน
งานสร้างและเทคนิค การกำกับบรรยากาศที่กดดันและลุ้นระทึก, การถ่ายภาพใต้น้ำที่น่ากลัว คุณภาพของ CGI ไม่สม่ำเสมอ บางฉากยังดูไม่สมจริง

ฉาก/ไฮไลต์ที่น่าจดจำ

ฉากที่น่าจดจำและเป็นหัวใจของความโกลาหลที่สุดคงหนีไม่พ้นฉากการแข่งขันไตรกีฬาที่ดำเนินต่อไปแม้จะมีคำเตือนถึงอันตรายถึงชีวิต ภาพของฝูงชนที่กำลังเชียร์อย่างสนุกสนานริมแม่น้ำแซนตัดกับภาพของนักกีฬาที่กำลังแหวกว่ายอย่างไม่รู้ชะตากรรม เป็นการสร้างความตึงเครียดระดับสูงสุด เมื่อการโจมตีเริ่มต้นขึ้น ความรื่นเริงก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องและความโกลาหลในพริบตา ฉากนี้ไม่ได้น่าจดจำเพียงเพราะความรุนแรง แต่เพราะมันเป็นการตอกย้ำแก่นเรื่องที่ว่าด้วยความดื้อรั้นของมนุษย์ที่ปฏิเสธจะรับฟังธรรมชาติ จนกระทั่งหายนะมาเยือนถึงตรงหน้า เป็นภาพสะท้อนอันน่าสยดสยองของสังคมที่เมินเฉยต่อสัญญาณเตือนภัยพิบัติจนสายเกินแก้

สิ่งที่ชอบและไม่ชอบ

สิ่งที่ชอบ

  • ความบันเทิงที่ตรงไปตรงมา: หนังไม่เสียเวลาปูเรื่องยืดเยื้อ แต่เข้าสู่ความระทึกขวัญอย่างรวดเร็วและคงระดับความตื่นเต้นไว้ได้ดี
  • สาระที่ซ่อนเร้น: การวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเมืองทำให้หนังมีอะไรมากกว่าแค่ความสยองขวัญ
  • ฉากจบที่กล้าหาญ: ตอนจบของเรื่องนั้นหม่นหมองและท้าทายความคาดหวังของผู้ชม ซึ่งเป็นการปิดท้ายที่ทรงพลังและน่าจดจำ

สิ่งที่ไม่ชอบ

  • ความไม่สมเหตุสมผลบางประการ: มีการตัดสินใจของตัวละครบางตัวที่ดูขัดกับสามัญสำนึก เพื่อขับเคลื่อนพล็อตเรื่องไปข้างหน้า
  • CGI ที่ไม่สม่ำเสมอ: คุณภาพของเทคนิคพิเศษที่แกว่งไปมาอาจทำลายความน่าเชื่อถือในบางฉาก
  • ตัวละครสมทบที่แบนราบ: การขาดการพัฒนาตัวละครรอบข้างทำให้มิติทางอารมณ์ของเรื่องลดน้อยลง

บทสรุปและคะแนน

สรุปแล้ว Under Paris เป็นภาพยนตร์ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างหนังเกรดบีที่สนุกสุดเหวี่ยงกับภาพยนตร์เชิงสัญลักษณ์ที่แฝงนัยยะทางสังคม มันประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการมอบความบันเทิงและความตื่นเต้นตามแบบฉบับหนังฉลาม แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งโอกาสที่จะตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และความล้มเหลวของระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น แม้จะมีข้อบกพร่องในด้านความสมจริงและมิติตัวละคร แต่มันก็เป็นผลงานที่กล้าหาญและคุ้มค่าแก่การรับชมสำหรับผู้ที่มองหามากกว่าแค่ความตื่นเต้นผิวเผิน

คะแนน (Score)

7/10









หนังฉลามที่มอบความบันเทิงเกินคาด พร้อมประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ชวนขบคิด แม้จะมีข้อบกพร่องตามสไตล์หนังเกรดบี แต่ความกล้าหาญและฉากจบที่น่าจดจำก็ทำให้มันโดดเด่นขึ้นมา

คำแนะนำ (Recommendation)

Under Paris เหมาะสำหรับผู้ชมที่ชื่นชอบภาพยนตร์แนวระทึกขวัญ-สัตว์ประหลาด, แฟนหนังของ Xavier Gens, หรือผู้ที่กำลังมองหาภาพยนตร์บน Netflix ที่ให้ทั้งความสนุกและมีประเด็นให้ขบคิดต่อ ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่คาดหวังความสมจริงระดับสารคดีหรือบทภาพยนตร์ที่ซับซ้อนไร้ที่ติ

ท้ายที่สุดแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ทิ้งคำถามเชิงปรัชญาไว้ว่า เมื่อธรรมชาติทวงคืนพื้นที่ของตนในใจกลางอารยธรรมมนุษย์ ใครกันแน่คือผู้บุกรุกที่แท้จริง?



“`

บทความรีวิวมาใหม่