รีวิว The Penguin ก็อตแธมในมุมมืดที่ต้องดู
ซีรีส์ The Penguin จาก HBO Go คือการดำดิ่งสู่โลกอาชญากรรมของก็อตแธมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เป็นภาคแยกที่ขยายจักรวาลจากภาพยนตร์ The Batman (2022) โดยพาผู้ชมไปสำรวจการเดินทางไต่เต้าสู่อำนาจของ ออสวอลด์ คอบเบิลพอต หรือ เพนกวิน ผ่านมุมมองที่ดิบเถื่อนและสมจริง ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องราวของฮีโร่และวายร้าย แต่เป็นมหากาพย์ของเหล่าอาชญากรที่แก่งแย่งชิงดีกันในเงามืดของมหานครที่สิ้นหวัง
ประเด็นสำคัญที่คุณจะได้พบ

- การสำรวจจิตวิทยาของวายร้าย: ซีรีส์เจาะลึกปูมหลัง แรงจูงใจ และความซับซ้อนทางศีลธรรมของออสวอลด์ คอบเบิลพอต เผยให้เห็นว่าความพิการทางร่างกายและปมด้อยในวัยเด็กหล่อหลอมให้เขากลายเป็นอาชญากรที่น่าเกรงขามได้อย่างไร
- การแสดงอันน่าทึ่งของโคลิน ฟาร์เรลล์: โคลิน ฟาร์เรลล์ กลับมารับบทเพนกวินอีกครั้ง พร้อมการแสดงที่ได้รับการยกย่องว่าน่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่เคยมีมา ผ่านการใช้สายตา น้ำเสียง และสำเนียงที่เป็นเอกลักษณ์
- โลกอาชญากรรมที่สมจริง: เรื่องราวเกิดขึ้นในโลกที่สีเทาหม่น ไม่มีตัวละครใดดีโดยสมบูรณ์ มีเพียงอาชญากรที่วางแผนหักหลังกันเพื่อช่วงชิงอำนาจ ซึ่งสะท้อนความเป็นจริงของโลกใต้ดินที่ไม่ได้มีแบทแมนเข้ามาเกี่ยวข้องตลอดเวลา
- บทละครที่เฉียบคมและคาดเดายาก: แต่ละตอนเต็มไปด้วยการหักมุมและการชิงไหวชิงพริบทางจิตวิทยา แสดงให้เห็นว่าอาวุธที่ร้ายกาจที่สุดของเพนกวินไม่ใช่กำลัง แต่เป็นความสามารถในการอ่านใจและยื่นข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้
- การขยายจักรวาล The Batman: ซีรีส์เรื่องนี้สานต่อบรรยากาศที่ดิบเถื่อนและสมจริงจากภาพยนตร์ต้นฉบับ พาผู้ชมไปรู้จักกับตัวละครและกลุ่มอำนาจใหม่ๆ ในก็อตแธม เช่น โซเฟีย ฟัลโคน และการกลับมาของซัลวาทอร์ มาโรนี
การ รีวิว The Penguin ก็อตแธมในมุมมืดที่ต้องดู ในครั้งนี้ จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของซีรีส์อาชญากรรมที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ซีรีส์เรื่องนี้เป็นผลงานจาก HBO ซึ่งทำหน้าที่เป็นภาคแยก (Spin-off) ของภาพยนตร์ The Batman ที่ออกฉายในปี 2022 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อขยายจักรวาลและเจาะลึกไปยังโลกใต้ดินของเมืองก็อตแธมผ่านสายตาของตัวละครที่โดดเด่นอย่าง ออสวอลด์ คอบเบิลพอต หรือที่รู้จักกันในนาม “เพนกวิน” เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากเหตุการณ์ในภาพยนตร์ The Batman ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เมืองก็อตแธมกำลังเปราะบางและเกิดสุญญากาศทางอำนาจหลังจากการเสียชีวิตของคาร์ไมน์ ฟัลโคน เจ้าพ่ออาชญากรรมคนสำคัญ
ซีรีส์เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างมิติให้กับโลกของก็อตแธมที่ไม่ได้มีเพียงแค่การต่อสู้ระหว่างแบทแมนกับเหล่าร้าย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงระบบนิเวศของอาชญากรรมที่ซับซ้อน การเมืองใต้ดิน และการต่อสู้ดิ้นรนของมนุษย์ที่อยู่ในเงามืด ซีรีส์นี้เหมาะสำหรับผู้ชมที่ชื่นชอบเรื่องราวดราม่าอาชญากรรมที่เข้มข้น การวิเคราะห์ตัวละครที่ลุ่มลึก และต้องการเห็นจักรวาลของ The Batman ในมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยปราศจากเงาของอัศวินรัตติกาลมาบดบังความเป็นจริงอันโหดร้ายของเมืองนี้
ภาพรวมและความรู้สึกแรก
The Penguin เปิดฉากขึ้นในเมืองก็อตแธมที่กำลังจมอยู่ใต้น้ำและจมอยู่ในความโกลาหล สุญญากาศทางอำนาจที่เกิดจากการจากไปของฟัลโคนได้เปิดโอกาสให้ออสวอลด์ คอบเบิลพอต ชายผู้ถูกมองว่าเป็นเพียงคนนอกและลูกน้องชั้นกลาง มองเห็นหนทางในการสร้างอาณาจักรของตัวเอง ซีรีส์ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นมหากาพย์อาชญากรรมคลาสสิก ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่การไต่เต้าของตัวละครหนึ่งคนจากจุดต่ำสุดไปสู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร บรรยากาศโดยรวมเต็มไปด้วยความตึงเครียด หดหู่ และความไม่ไว้วางใจ ทุกตัวละครล้วนมีวาระซ่อนเร้น และทุกการกระทำล้วนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง เป็นการสำรวจธรรมชาติของอำนาจ ความทะเยอทะยาน และราคาที่ต้องจ่ายเพื่อการเป็นใหญ่ในโลกที่ไร้ซึ่งศีลธรรม
บทวิจารณ์เชิงลึก
การวิเคราะห์ The Penguin ต้องมองลึกลงไปกว่าการเป็นเพียงภาคแยกของหนังซูเปอร์ฮีโร่ เพราะแก่นแท้ของมันคือละครชีวิตของมนุษย์ที่ถูกสังคมผลักไสและต้องดิ้นรนเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตนเองในโลกที่โหดร้าย
โครงเรื่องและบท (Script & Plot)
โครงเรื่องหลักของ The Penguin ติดตามการเดินทางของออสวอลด์ คอบเบิลพอต ในการสร้างฐานอำนาจของตนเองขึ้นมาใหม่ท่ามกลางความวุ่นวาย เขาต้องอาศัยทั้งไหวพริบ สัญชาตญาณ และความช่วยเหลือจาก วิคเตอร์ ผู้เป็นมือขวาข้างถนน ในขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับการแก้แค้นของ ซัลวาทอร์ มาโรนี อดีตเจ้าพ่อแก๊งมาโรนีที่ถูกจองจำอยู่ในเรือนจำแบล็กเกต และการปรากฏตัวของ โซเฟีย ฟัลโคน ทายาทของคาร์ไมน์ที่กลับมาทวงคืนอาณาจักรของตระกูล
จุดเด่นของบทคือการนำเสนอโลกที่ไม่มี “ขาว” หรือ “ดำ” อย่างแท้จริง ทุกตัวละครมีเหตุผลในการกระทำของตนเอง แม้จะโหดเหี้ยมเพียงใดก็ตาม บทสนทนาเต็มไปด้วยความเฉียบคมและการชิงไหวชิงพริบทางจิตวิทยา ออสวอลด์ไม่ได้ใช้กำลังเป็นหลัก แต่อาวุธของเขาคือคำพูด ความสามารถในการอ่านความต้องการลึกๆ ของคน และยื่นข้อเสนอที่พวกเขาไม่อาจปฏิเสธได้ การที่ซีรีส์เลือกที่จะไม่กล่าวถึงแบทแมนเลย ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพราะมันทำให้โลกของอาชญากรเหล่านี้ดูสมจริงและมีอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการมีอยู่ของฮีโร่เพื่อขับเคลื่อนเรื่องราว
ในโลกที่ปราศจากแสงสว่างของวีรบุรุษ เราจะได้เห็นธาตุแท้ของมนุษย์ที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอด ไม่ใช่ในฐานะ ‘วายร้าย’ แต่ในฐานะ ‘ผู้รอดชีวิต’ ในเกมที่ไม่มีกติกา
การแสดงและตัวละคร (Casting & Character)
ปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจสำคัญของซีรีส์เรื่องนี้คือการแสดงของ โคลิน ฟาร์เรลล์ เขาสวมบทบาทออสวอลด์ คอบเบิลพอต ได้อย่างสมบูรณ์แบบจนลืมภาพลักษณ์เดิมๆ ของเขาไปจนหมดสิ้น ฟาร์เรลล์ใช้ทุกองค์ประกอบของร่างกาย ตั้งแต่การสบตาที่เยือกเย็น การปรับเปลี่ยนโทนเสียงที่คาดเดายาก ไปจนถึงสำเนียงการพูดที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อสร้างเพนกวินในเวอร์ชันที่ “น่าสะพรึงกลัวที่สุดในทุกการดัดแปลง” เขาไม่ได้เป็นเพียงวายร้ายที่น่าเกลียดน่ากลัว แต่เป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ มีความเจ็บปวด และมีความปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับ
ซีรีส์ได้เจาะลึกไปถึงปมในใจของออสวอลด์ เขาคือลูกคนกลางที่เติบโตมาพร้อมกับความพิการทางร่างกาย สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อการยอมรับจากแม่ของเขา ทุกย่างก้าวที่เขาไต่เต้าขึ้นไปจึงไม่ใช่แค่การแสวงหาอำนาจ แต่คือการเรียกร้องคุณค่าในตัวเองที่เขาไม่เคยได้รับ
นอกจากนี้ ตัวละครใหม่ที่น่าจับตามองคือ โซเฟีย ฟัลโคน ที่รับบทโดย คริสติน มิลิโอติ เธอคือคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกับเพนกวิน โซเฟียเพิ่งถูกปล่อยตัวจากโรงพยาบาลอาร์คัม และกลับมาพร้อมกับความฉลาดหลักแหลมและความโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม เธอคือตัวแทนของอำนาจเก่าที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อทวงคืนสิ่งที่เคยเป็นของตระกูลฟัลโคน การเผชิญหน้าระหว่างเพนกวินและโซเฟียจึงเปรียบเสมือนการปะทะกันระหว่าง “อำนาจใหม่” ที่สร้างขึ้นจากไหวพริบ และ “อำนาจเก่า” ที่สืบทอดมาจากสายเลือด
งานสร้างและองค์ประกอบศิลป์ (Production Value)
The Penguin สานต่อโทนภาพที่มืดหม่น จริงจัง และดิบเถื่อนมาจากภาพยนตร์ The Batman ได้อย่างยอดเยี่ยม งานภาพเน้นการใช้แสงน้อย สร้างบรรยากาศที่อึดอัดและกดดัน ราวกับว่าเมืองก็อตแธมไม่มีวันได้เห็นแสงตะวัน ทุกฉากเต็มไปด้วยรายละเอียดที่สกปรกและสมจริง ทำให้โลกใต้ดินของอาชญากรดูมีชีวิตชีวาและน่าเชื่อถือ การออกแบบงานสร้างและเครื่องแต่งกายสะท้อนถึงสถานะและบุคลิกของตัวละครได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่เสื้อโค้ตที่ไม่พอดีตัวของออสวอลด์ในช่วงแรก ไปจนถึงชุดสูทสั่งตัดเมื่อเขาเริ่มมีอำนาจมากขึ้น
ดนตรีประกอบเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่โดดเด่น ช่วยสร้างความตึงเครียดและเสริมอารมณ์ของเรื่องราวได้เป็นอย่างดี การเล่าเรื่องมีความชาญฉลาด แต่ละตอนถูกวางโครงสร้างมาอย่างดี พร้อมกับการหักมุมที่ทำให้ผู้ชมต้องลุ้นระทึกอยู่ตลอดเวลา ซีรีส์ไม่ได้เน้นฉากแอ็กชันใหญ่โต แต่เน้นความรุนแรงทางจิตใจและการเชือดเฉือนด้วยคำพูด ซึ่งทรงพลังไม่แพ้กัน
| องค์ประกอบ | การวิเคราะห์ | จุดเด่น |
|---|---|---|
| โครงเรื่อง/บท | การไต่เต้าสู่อำนาจในโลกสีเทาที่ซับซ้อนและคาดเดายาก | การชิงไหวพริบทางจิตวิทยา, การไม่มีอยู่ของแบทแมนทำให้สมจริง |
| การแสดง | โคลิน ฟาร์เรลล์ มอบการแสดงระดับมาสเตอร์พีซที่น่าจดจำ | การถ่ายทอดปมด้อยและความทะเยอทะยานของตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง |
| งานสร้าง/เทคนิค | สืบทอดบรรยากาศดิบเถื่อนและมืดหม่นจาก The Batman | งานภาพที่กดดัน, การออกแบบฉากที่สมจริง, ดนตรีประกอบที่ทรงพลัง |
| ความบันเทิง | ดราม่าอาชญากรรมที่เข้มข้น เหมาะสำหรับผู้ชมที่ชอบเรื่องราวที่เน้นตัวละคร | ความตึงเครียดสูง, การหักมุมที่เฉียบคม, การพัฒนาตัวละครที่น่าติดตาม |
ฉาก/ไฮไลต์ที่น่าจดจำ
แม้จะมีฉากรุนแรงและน่าตื่นเต้นหลายฉาก แต่ฉากที่น่าจดจำที่สุดกลับเป็นฉากการสนทนาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง มีฉากหนึ่งที่ออสวอลด์ต้องโน้มน้าวลูกน้องคนสำคัญของแก๊งคู่แข่งให้มาเข้าร่วมกับเขา แทนที่จะใช้การข่มขู่หรือติดสินบนด้วยเงิน ออสวอลด์กลับเลือกที่จะพูดคุยกับชายคนนั้นในร้านอาหารซอมซ่อ เขาพูดถึงความฝันเล็กๆ ของชายคนนั้นที่อยากจะเปิดร้านเป็นของตัวเอง พูดถึงลูกสาวที่ป่วย และพูดถึงความรู้สึกของการถูกเจ้านายมองข้ามมาตลอดหลายปี ออสวอลด์ไม่ได้เสนอตำแหน่งหรือเงินทอง แต่เขามอบ “ความหวัง” และ “การยอมรับ” ซึ่งเป็นสิ่งที่ชายคนนั้นโหยหามาตลอด ฉากนี้แสดงให้เห็นถึงแก่นแท้ของพลังที่ออสวอลด์มี นั่นคือความสามารถในการมองทะลุเข้าไปในจิตใจของคนและใช้ความปรารถนาของพวกเขาเป็นเครื่องมือ
สิ่งที่ชอบและไม่ชอบ
สิ่งที่ชอบ
- การแสดงของโคลิน ฟาร์เรลล์: เป็นการแสดงที่สมควรได้รับรางวัล เขาสร้างตัวละครที่มีมิติ น่ากลัว น่าสงสาร และน่าติดตามในเวลาเดียวกัน
- การสำรวจจิตใจตัวละคร: ซีรีส์ไม่ได้ทำให้เพนกวินเป็นแค่วายร้าย แต่เป็นมนุษย์ที่ซับซ้อนซึ่งถูกหล่อหลอมจากความเจ็บปวด
- บทที่เฉียบคม: การวางแผนและการหักหลังที่ซับซ้อนทำให้เรื่องราวน่าติดตามและคาดเดายาก
- บรรยากาศที่สมจริง: การสร้างโลกอาชญากรรมของก็อตแธมที่ปราศจากฮีโร่ ทำให้ทุกอย่างดูดิบเถื่อนและเป็นจริงมากขึ้น
สิ่งที่ไม่ชอบ
- จังหวะการดำเนินเรื่อง: ซีรีส์เน้นการสร้างตัวละครและการวางแผน ซึ่งอาจทำให้จังหวะการเล่าเรื่องค่อนข้างช้าสำหรับผู้ชมที่คาดหวังฉากแอ็กชันต่อเนื่อง
- เนื้อหาที่หดหู่: โทนเรื่องที่มืดมนและรุนแรงตลอดทั้งเรื่องอาจทำให้ผู้ชมบางกลุ่มรู้สึกเครียดและหดหู่เกินไป
บทสรุปและคะแนน
The Penguin ไม่ใช่แค่ซีรีส์ภาคแยกธรรมดา แต่มันคือผลงานดราม่าอาชญากรรมชั้นเยี่ยมที่ยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง เป็นการศึกษาตัวละครที่ลุ่มลึกและน่าหลงใหล พร้อมทั้งขยายจักรวาลของ The Batman ให้กว้างและซับซ้อนยิ่งขึ้น ซีรีส์เรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเรื่องราวของวายร้ายก็สามารถน่าติดตามและมีความหมายได้ไม่แพ้เรื่องราวของฮีโร่ โดยเฉพาะเมื่อมันถูกถ่ายทอดผ่านการแสดงที่ทรงพลังและบทภาพยนตร์ที่แข็งแกร่ง นี่คือซีรีส์ที่แฟนๆ ของ The Batman และผู้ที่ชื่นชอบดราม่าอาชญากรรมที่เข้มข้นไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
คะแนน (Score)
ผลงานชิ้นเอกของการศึกษาตัวละครวายร้าย การแสดงที่ไร้ที่ติของโคลิน ฟาร์เรลล์ และบทที่เฉียบคมทำให้ The Penguin เป็นซีรีส์ภาคแยกที่ยอดเยี่ยมและเป็นส่วนเสริมที่สมบูรณ์แบบให้กับจักรวาล The Batman
คำแนะนำ (Recommendation)
ซีรีส์เรื่องนี้เหมาะสำหรับ:
- แฟนภาพยนตร์ The Batman (2022) ที่ต้องการสำรวจโลกของก็อตแธมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
- ผู้ชมที่ชื่นชอบซีรีส์แนวอาชญากรรมที่เน้นการชิงไหวชิงพริบและจิตวิทยา เช่น The Sopranos, Peaky Blinders หรือ Boardwalk Empire
- ผู้ที่สนใจในการศึกษาตัวละครที่ซับซ้อนและมีมิติ โดยเฉพาะเรื่องราวของวายร้าย (Villain-centric story)
- ผู้ที่ชื่นชมการแสดงที่ทรงพลังและบทภาพยนตร์ที่แข็งแกร่งเหนือฉากแอ็กชัน
หากอำนาจที่แท้จริงไม่ได้มาจากการใช้กำลัง แต่มาจากการหยั่งรู้และควบคุมความปรารถนาของผู้อื่น เส้นแบ่งระหว่างความทะเยอทะยานกับความชั่วร้ายนั้นอยู่ที่ใด?
